asd
arrow bg
asd

ตั้งค่าใหม่สำหรับ Fast Fashion

ในขณะที่มีการถกเถียงเรื่องความยั่งยืนกับสินค้าแฟชั่นที่มาไวไปไว (Fast Fashion) ประเด็นส่วนใหญ่มักจะมุ่งไปที่เรื่องของขั้นตอนการผลิตและความไม่แน่นอนของการบริโภค แล้วสิ่งไหนคือปัญหาที่แท้จริง อุตสาหกรรมเสื้อผ้าได้ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก ถ้าอัตราการเติบโตของตลาดเสื้อผ้าในประเทศเศรษฐกิจใหม่ยังคงอยู่ที่ 80% ในอัตราเดียวกันกับโลกตะวันตก ภายในปี ค.ศ.2025 จะเกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เพิ่มขึ้นถึง 77% และปริมาณน้ำจืด 20% ของโลกจะถูกนำมาใช้ในกระบวนการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป ข้อมูลอ้างอิงจาก McKinsey ผู้ค้าปลีกสินค้าแฟชั่นไม่รีรอให้เกิดการต่อต้านจากผู้บริโภค ในเรื่องการทำลายสิ่งแวดล้อมจากการผลิตสินค้าของพวกเอง ไม่ว่าจะเป็นการใช้น้ำ มลพิษจากสารเคมี และการเกิดก๊าซเรือนกระจก พวกเขาได้เริ่มแก้ไขปัญหา ตั้งแต่หาวิธีการผลิตที่สะอาดมากขึ้น ใช้ทรัพยากรให้น้อยลง เพื่อแสดงรับผิดชอบต่อสภาพแวดล้อมและผู้บริโภค เพื่อส่งเสริมแนวความคิดข้างต้น ผู้ค้าปลีกสินค้าแฟชั่นได้พยายามหาแนวทางที่จะโน้มน้าวให้ผู้บริโภคเข้าใจแนวความคิดแบบยั่งยืน (Sustainability) ด้วยการสร้างค่านิยมและสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับกลุ่มวัยรุ่น อย่างแบรนด์ H&M ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ในกลุ่มสินค้า Fast Fashion ได้จับมือกันกับนักร้อง MIA เพื่อแต่งเพลงเกี่ยวกับการรณรงค์การรีไซเคิล จัดทำเป็นวิดีโอแคมเปญที่ชื่อว่า Rewear It ซึ่งเผยแพร่ในงาน World Recycle Week 2016 ที่ผ่านมา

ในวงการอุตสาหกรรมได้ร่วมมือกันเพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยการลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง และหาข้อตกลงร่วมกันเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ในกลุ่มอุตสาหกรรมให้ได้ โดยมีบริษัท Kering ในกลุ่มแฟชั่นหรูได้จับมือกับ  Parsons School of Design เปิดตัวแอปพลิเคชั่นใหม่ที่ชื่อว่า My EP & L เพื่อส่งเสริมการรับรู้ให้บรรดานักออกแบบแฟชั่นรายใหม่ได้ตระหนักถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยแอปพลิเคชั่น My EP & L จะทำการประเมินจากกระบวนการผลิตทั้งระบบ โดยนำข้อดีข้อเสียที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมมาคำนวณแล้วผันแปรผลลัพธ์มาเป็นค่าเงินที่ต้องใช้ในการดูแลหรือคืนสภาพสิ่งแวดล้อมที่เสียไป อีกนัยยะหนึ่งที่ทาง Parsons กำลังนำเสนอว่าแอปพลิเคชั่นนี้คือเกณฑ์ในการวัดผลกระทบจากวงการแฟชั่นต่อสิ่งแวดล้อม แบรนด์ Adidas เปิดร้านค้าใหม่ที่โดดเด่นใจกลางนิวยอร์ก เพื่อแสดงให้เห็นถึงความตระหนักในเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนในการออกแบบ โดยได้ร่วมโปรเจกต์พิเศษกับ Parley for the Oceans  องค์กรปกป้องท้องทะเลจากขยะพลาสติก โดยในร้านค้าจะใช้ไม้แขวนเสื้อและหุ่นที่ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล เสื้อและรองเท้าที่ทอขึ้นมาใหม่ด้วยวัสดุรีไซเคิลจากขยะพลาสติกในท้องทะเล ซึ่งรวบรวมมาได้จากบริเวณแนวชายฝั่งของมัลดีฟส์ เพื่อมุ่งหวั่งจะเป็นกองทุนในการรักษาความสะอาดชายหาดในมัลดีฟส์

ความรวดเร็วของกระแสโซเชียลมีเดียในปัจจุบัน ทำให้กลยุทธ์ของแบรนด์ที่ต้องการแสดงถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืนว่าไม่ควรจะนิยามหรือเฉพาะเจาะจงบนพื้นฐานของข้อมูลทางภูมิศาสตร์หรือข้อมูลจำนวนประชากรเท่านั้น สิ่งสำคัญคือต้องหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะเป็นผลกระทบที่จะทำให้เกิดปัญหากับสิ่งแวดล้อมได้ โดยถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดสิ่งหนึ่ง ตามที่ Mintel ให้ข้อมูลว่า 94% ของจำนวนผู้บริโภคในบราซิลเชื่อว่าแบรนด์ต่างๆ นั้นควรแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวมเป็นหลัก  และ 75% ของจำนวนผู้บริโภคชาวจีนกล่าวถึงแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมก็มีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกซื้อของพวกเขา และ 74% กลุ่ม Baby Boomers ของสหรัฐอเมริกาบอกว่า แบรนด์ที่มีความสำนึกและความรับผิดชอบส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของพวกเขาเอง ในส่วนแบรนด์ขนาดเล็กๆ นั้น ไม่ได้มีผลกระทบที่เป็นอุปสรรคต่อการนำไปสู่แนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงร้านค้าออนไลน์ก็เช่นกัน อย่างเช่นแฟชั่นบูติกแบบ Per / Se ที่มีแค่รายการข้อมูลรับรองอย่างชัดเจนของแต่ละแบรนด์ถึงสินค้าที่จำหน่ายไปแล้วพร้อมกับแบบแผนที่มีมาตรฐานเกี่ยวกับเสื้อผ้าทั้งหมด Credit : Resetting Fast Fashion (page 25)