asd
arrow bg
asd

Flow & Glow Lipao

Bridge Tradition Skills to Contemporary Beauty

 

 

Product Name : Flow & Glow Lipao
Award Category : กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์
Award Year : 2017
Company : กลุ่มบุญยรัตน์ไทยคราฟท์
Designer : นายพิชชากร มีเดช และนายสิขรินทร์ หนูนวล

ลิเภา เป็นเฟิร์นชนิดหนึ่ง มักพบเลื้อยขึ้นพันต้นไม้อื่นยาวหลายเมตร เป็นวัชพืชที่ขึ้นได้ดีในเขตที่มีความชื้นสูงเช่นภาคใต้ของไทย ด้วยคุณสมบัติที่มีลำต้นทอดยาวและเหนียว ชาวบ้านในพื้นที่ภาคใต้จึงนิยมนำลิเภามาทำเครื่องจักสาน และเรียกเฟิร์นชนิดนี้ว่า ย่านลิเภา คำว่า ย่าน เป็นภาษาถิ่นแปลว่า เถาวัลย์ แต่เดิม ชาวบ้านจะใช้มีดจักผิวลิเภาเป็นเส้นและชักให้เรียบ นำมาสานขัดกับตัวโครงที่ทำจากหวายและไม้ไผ่เป็นเครื่องใช้ต่างๆ เช่น กรงนก เชี่ยนหมาก พาน และที่พบเห็นจนเป็นภาพที่ชินตาคนไทย คือ กระเป๋าถือของสุภาพสตรี

แทบทุกคนที่ได้เห็น กระเป๋า กับ หมวก คู่สีขาว-น้ำตาลเข้ม จากคอลเล็กชั่น Flow & Glow Lipao ซึ่งใช้ลิเภาเป็นวัสดุหลักคู่กับใบลาน สานออกมาเป็นลายกราฟิกเส้นเฉียง พอได้ทราบว่าผลิตภัณฑ์นี้มีต้นทางเป็นเครื่องจักสานภาคใต้ของไทย จึงรู้สึกแปลกใจและคาดไม่ถึงเลยว่า ผลิตภัณฑ์ดั้งเดิมจะปรับเปลี่ยนมามีรูปลักษณ์และการใช้งานที่แตกต่างเช่นนี้ได้

คุณสิขรินทร์ หนูนวล หรือบิณฑ์ ผู้รับผิดชอบการทำผลิตภัณฑ์ต้นแบบ เป็นหนึ่งในทีมนักออกแบบจากบริษัทยอด คอร์ปอเรชั่น ซึ่งมีคุณศุภชัย แกล้วทนงค์ ดีไซน์ไดเร็กเตอร์ เป็นผู้ดูแลการผลิต โดยคุณบิณฑ์เล่าให้ฟังว่า ขั้นแรก นักออกแบบจำเป็นต้องศึกษาชิ้นงานดั้งเดิมแบบลงลึกถึงขั้นตอนการทำงานจริงๆ ให้ได้

“ถ้าเรารู้จักผลิตภัณฑ์แต่เพียงผิวๆ ไม่ได้ลงไปศึกษาถึงเทคนิคการผลิต เราจะคิดและปรับปรุงงานนั้นได้เพียงผิวเผินเช่นกัน ข้อมูลในครั้งแรกสุดที่ผมได้คือ ภาพเครื่องจักสานลิเภา จึงนำภาพมาขยายจนเห็นรูปแบบการสาน จากนั้นจึงได้พูดคุยกับช่างจักสาน เทคนิคการจักสานลิเภา เราไม่อาจหาได้จากอินเทอร์เน็ตอยู่แล้ว แม้แต่ในห้องสมุดที่มีหนังสือเป็นพันๆ เล่ม อาจมีความรู้เรื่องเครื่องจักสานลิเภาบ้างแต่ก็เป็นเพียงหัวข้อสั้นๆ ในสารานุกรม จะรู้ขั้นตอนการผลิตและเทคนิคในการขึ้นชิ้นงานได้ เราต้องลงพื้นที่ไปศึกษาร่วมกับผู้ประกอบการและช่างสานเท่านั้น ระหว่างการศึกษาข้อมูลแลกเปลี่ยนกัน ผมได้แนะนำให้ช่างจักสานใช้คัตเตอร์แทนมีดตัดแบบเดิม ช่วยให้เขาทำงานได้ง่ายขึ้นอีกด้วย”

ชายหนุ่มอธิบายถึงหัวใจของการทำงานในฝั่งนักออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ยังคงคุณค่าของงานคราฟต์ไทยไว้ได้ว่า

“เมื่อได้ทำงานร่วมกับผู้ประกอบการและคุณลุงคุณป้าที่เป็นช่าง ผมก็คิดในใจว่านี่เป็นงานที่ใช้ทักษะขั้นสูงเลยนะ ทุกวันนี้ ช่างจักสานในพื้นที่ส่วนใหญ่ก็อายุ 50-60 ปีกันแล้ว ไม่ค่อยมีคนรุ่นใหม่ลงมาทำ เหตุผลหลักเพราะช่างต้องทำงานด้วยความละเอียด ดังนั้นหน้าที่ของผมในฐานะนักออกแบบคือคงทักษะของเก่าไว้ แล้วค่อยเติมของใหม่เข้าไป

“งานจักสานลิเภามีคุณค่าในแง่ของงานคราฟต์อยู่แล้ว เราเพียงนำออกมาวางให้อยู่ในสปอตไลท์ ให้ต้องตาต้องใจผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ เมื่อได้ศึกษาจนรู้ว่าลายนี้ ขึ้นเส้นนี้ต้องลงไปสานในรอบต่อไปอย่างไร มีเทคนิคการต่อ การตัด จึงรู้ว่านี่คือคุณค่าหลักของงานที่เราต้องรักษาไว้ ตรงนี้ห้ามหาย ผมจึงหันไปปรับปรุงเฉพาะเทคนิคการตัดต่อชิ้นงานเท่านั้น

“ส่วนการเติมสิ่งใหม่ๆ เข้าไป ผมเลือกใช้การสานขึ้นลายเฉียงที่มีความเป็นกราฟิกเพื่อสื่อถึงความทันสมัย และนำใบลานซึ่งมีสีขาวมาสานคู่กับลิเภา ได้ต้นแบบผลิตภัณฑ์เป็นเครื่องจักสานสีทูโทนคู่สีขาว-น้ำตาล ลายกราฟิกครับ”

ขั้นตอนต่อไปคือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีรูปแบบการใช้งานที่หลากหลายจนเป็นคอลเล็กชั่น โดยคุณพิชชากร มีเดช หรือก้อง เป็นผู้รับผิดชอบในขั้นตอนนี้ อธิบายว่า เมื่อทราบเทคนิคจำเป็นที่ใช้ในการผลิตและขึ้นรูปชิ้นงานต้นแบบได้แล้ว จึงออกแบบชิ้นงานเป็นผลิตภัณฑ์ 5 ประเภท ประกอบด้วยกระเป๋าใบใหญ่ (Tote Bag) ใส่เอกสารได้ กระเป๋าหนีบใบเล็ก (Clutch Bag) กระเป๋าสะพายข้างทรงกลม กระเป๋าถือทรงกลม และหมวกปีกกว้าง

คุณก้องระบุว่า ผลิตภัณฑ์โดยรวมมีขนาดใหญ่ขึ้น เพิ่มเนื้อที่ความจุ จึงใช้งานได้หลากหลาย เอื้อต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน อีกทั้งปรับปรุงเรื่องผิวสัมผัสให้นุ่มกว่าเดิม หยิบใช้ได้ถนัดมือมากขึ้น ซึ่งมีขั้นตอนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดังนี้

“ผมใช้ระยะเวลาทำงานประมาณ 3-4 เดือน ช่วงนั้นต้องลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นประจำ ใช้เวลาครั้งละ 1 สัปดาห์ ลองทำไปพร้อมๆ กันเลย เช่น แทนที่จะขึ้นชิ้นงานเป็นทรงกระเป๋าตามแบบเดิม ผมก็เสนอว่าทำเป็นแผ่นจะดีไหม พอคุณลุงคุณป้าบอกว่าทำไม่ได้ ผมก็ลองสานตามไปเลยเพราะคิดว่าเราไม่ได้มาสั่ง แต่มาเรียนรู้และลงมือทำกับเขาจริงๆ

“เมื่อพบปัญหาผมจะไปปรึกษาเขาอย่างตรงไปตรงมา เมื่อคุณลุงคุณป้ารู้ว่าเราตั้งใจทำงานเต็มที่ เวลาขอร้องให้ลองขึ้นชิ้นงานใหม่ๆ หรือปรับปรุงชิ้นงาน จึงได้รับความร่วมมือที่ดี ผลลัพธ์สุดท้ายมาลงตัวที่การสานลิเภาซึ่งไม่ต้องอัดให้แน่นจนแข็งเท่าเทคนิคขึ้นงานดั้งเดิม ส่วนการเคลือบตัวชิ้นงาน ผมก็ลดชั้นการเคลือบให้น้อยลง ช่วยทำให้ผิวสัมผัสของผลิตภัณฑ์นิ่มขึ้น ไม่แข็งเหมือนงานดั้งเดิม ผู้ใช้รู้สึกดีขึ้นเมื่อได้จับผลิตภัณฑ์

“นอกจากวัสดุหลักคือ ลิเภา ผสมกับใบลาน ยังมีการใช้หนังแท้มาประกอบชิ้นงานเป็นสายกระเป๋า ก้นกระเป๋า และปากกระเป๋าตรงจุดที่จะติดซิป ซึ่งเรื่องงานหนังนั้นทางผู้ประกอบการมีทักษะอยู่แล้ว ทำให้ได้ชิ้นงานที่สวยแบบประณีต ดูเรียบๆ เหมาะกับผู้หญิงวัยทำงาน พอใช้คู่กับเครื่องแต่งกายที่ดูเป็นทางการ จะช่วยทำให้ผู้ใช้ดูทันสมัยและเท่ขึ้นครับ”

ชายหนุ่มเล่าถึงความประทับใจจากพัฒนาผลิตภัณฑ์คอลเล็กชั่นนี้ว่า

“น่าดีใจที่ผู้ประกอบการกลุ่มบุญยรัตน์ไทยคราฟท์ เปิดรับแนวคิดในการออกแบบที่แตกต่าง ทำให้งานจักสานลิเภาขยายตลาดออกไปถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ได้ในที่สุด เมื่อได้ชิ้นงานสำเร็จออกมา ผมเปิดดูแล้วเห็นครั้งแรกก็ดีใจมาก ทางผู้ประกอบการเองก็บอกว่า เกินความคาดหมาย ต่อมาเมื่อคอลเล็กชั่นนี้ไปออกงานโตเกียวกิฟต์แฟร์ ผู้ประกอบการบอกว่าลูกค้าชาวญี่ปุ่นเข้ามาสอบถามหลายราย แสดงว่าผลิตภัณฑ์ที่เราทุกคนช่วยกันพัฒนา เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มใหม่ได้แล้ว

“ขอขอบคุณทุกฝ่ายครับ ทั้งทีมของกรมส่งเสริมการส่งออกที่ช่วยให้คำแนะนำในช่วงพัฒนาผลิตภัณฑ์ตลอดมา และทีมผู้ประกอบการกับช่างจักสานในพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ทีมนักออกแบบได้ลงไปรู้จักการทำงานทุกกระบวนการ

“ทีมเราทำงานกับช่างและผู้ประกอบการในฐานะลูกหลานที่มาขอเรียนรู้งาน ไม่ใช่ในฐานะนักออกแบบที่ไปถึงปุ๊บจะไปสั่งทุกคนว่า เราจะเอาชิ้นงานแบบนี้ๆ ตัวผมเองขณะที่ลงพื้นที่ไปศึกษางานถึงรู้ว่าช่างจักสานไทยเรามีความสามารถมาก ขณะที่ศึกษาและลงมือทำทุกขั้นตอนไปพร้อมๆ กันไปด้วย ทางคุณลุงคุณป้าเขาก็รับรู้ว่าพวกเรามาช่วยกันทำงานและอยากให้ได้ชิ้นงานที่ดีที่สุดจริงๆ

“เมื่อเราทำทุกอย่างด้วยความจริงใจ ผมเชื่อว่าผู้ใช้ผลิตภัณฑ์คอลเล็กชั่นนี้ ย่อมรับรู้ได้ถึงความตั้งใจของทุกคนที่ร่วมกันผลิตชิ้นงานออกมาครับ”