asd
arrow bg
asd

Market Insight

หรือถึงเวลาแล้ว...ที่แบรนด์สินค้าหรูต้องจับตลาดใหม่

โลกของสินค้าหรูจะมีเสถียรภาพที่ไม่ยาวนานมั่นคงเหมือนเดิม หลังจากปีแห่งความสับสนวุ่นวายทางการเมือง โครงสร้างทางสังคม และระบบความปลอดภัย ซึ่งมีการทดสอบแล้วว่า สิ่งเหล่านี้สร้างความวิตกกังวล และส่งผลกระทบทางความคิด และทัศนคติของลูกค้าต่อสินค้าหรูอย่างไม่ต้องสงสัย สถานะทางการตลาดได้มีการปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ซึ่งผู้ครองตลาดเองก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อรักษาการเจริญเติบโตของยอดขายเช่นกัน แม้แต่แบรนด์หรูที่มีความแข็งแกร่งเองก็ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายและกลุ่มลูกค้าหรูกลุ่มใหม่ที่ต้องการความแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร เพื่อที่จะแสดงฐานะความร่ำรวยของตน ถึงแม้ว่าจะเกิดความรู้สึกที่ไม่แน่นอนดังกล่าว แต่อุตสาหกรรมสินค้าหรูก็ยังคงเติบโตขึ้น 4%ในปี ค.ศ.2016 ซึ่งมีการเติบโตในลักษณะนี้มา 3 ปีแล้ว มูลค่าการขายปลีกประมาณ $1.2 ล้านล้าน (หรือประมาณ 39 ล้านล้านบาทไทย) ตามข้อมูลของ Bain & Co ซึ่งถูกว่าจ้างโดย Fondazione Altagamma ( องค์กรที่ดูแลสินค้าแบรนด์หรูของประเทศอิตาลี) ตามรายงานของ Bain & Co ยังบอกต่อไปว่าอัตราการเติบโตลักษณะนี้ก็จะคงอยู่ต่อไปในปี ค.ศ.2017 จนถึงปี ค.ศ.2020 แต่เมื่อนำลักษณะการเติบโตนี้ไปเปรียบเทียบกับช่วงกลางปี ค.ศ.1990 จนถึงช่วงปลายปี ค.ศ.2000 ถือได้ว่าเป็นการเติบโตที่ค่อนข้างช้ามาก

ในขณะที่จำนวนกลุ่มลูกค้าชาวจีนที่ซื้อสินค้าหรูนั้น มีจำนวนถึง 1 ใน 3 ของกลุ่มลูกค้าหรูทั่วโลก ดังนั้นแบรนด์สินค้าที่ฉลาดรู้จักการปรับตัว จึงได้มีการเริ่มทำตลาดใหม่ๆ เพื่อที่จะรองรับกลุ่มลูกค้าร่ำรวยกลุ่มใหม่ ซึ่งจะสามารถพิสูจน์ได้ในอนาคตอย่างแน่นอน จากการรายงานโดย AT Kearney ได้วิเคราะห์ว่ามีความเป็นไปได้ว่าประเทศในกลุ่มแอฟริกาใต้สะฮารา (Sub-Saharan Africa) จะเป็นกลุ่มสำคัญของตลาดแบรนด์สินค้าหรู ซึ่งในปี ค.ศ.2040 ตลาดสินค้าหรูจะเติบโต ใหญ่ที่สุด เร็วที่สุด และแข็งแรงที่สุดในโลก ซึ่งเปรียบได้กับการเติบโตของตลาดสินค้าหรูของประเทศจีนในช่วงปลายปี ค.ศ.1980 สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นได้สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มลูกค้าตลาดสินค้าหรูมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในหลายประเทศ เช่น สาธารณรัฐคองโก [Democratic Republic of the Congo (DRC)] แองโกลา (Angola) และรัฐแอฟริกาใต้ (South Africa) ลูกค้าที่มีความพร้อมและยินดีที่จะจ่ายสินค้าราคาแพงอย่างประเทศสาธารณรัฐคองโก และแองโกลา ได้มุ่งหน้าขึ้นเหนือไปยังประเทศที่เป็นศูนย์กลางของแบรนด์หรูอย่างไนจีเรีย (Nigeria)  แบรนด์สินค้าอย่าง Polo Avenue ก็มีเปิดในลากอส (Lagos) แล้ว ตลาดค้าปลีกอื่นที่มีแนวโน้มว่าจะขึ้นเป็นผู้นำของตลาดสินค้าหรู ได้แก่ เวียดนาม อิหร่าน และ เม็กซิโก เศรษฐกิจของประเทศเวียดนามได้พัฒนาอย่างมากในช่วง 25 ปีที่ผ่านมานี้ ธนาคารโลกได้อธิบายว่าเวียดนามมีรายได้สูงขึ้นมากมีการผลักดันจาก High-Net-Worth Individuals (HNWIs) คือผู้ที่มีทรัพย์สินเป็นเงินสดในธนาคาร หรือเงินลงทุน ที่มีมูลค่ารวมมากกว่า 1 ล้าน US$ (33-34 ล้านบาท) และเศรษฐีจำนวนมาก อีกทั้งทำเลที่ตั้งของประเทศยังเหมาะแก่การลงทุนสินค้าหรู

ในตะวันออกกลาง Abu Issa เป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าหรูที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค และกำลังจะขยายตัวเข้าสู่อิหร่านในปีนี้ Ashraf ซึ่งเป็น CEO และประธานของ Abu Issa ได้คาดการณ์ว่า จะเจริญเติบโตในเชิงบวก และจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีความต้องการสินค้าหรูจะเพิ่มมากขึ้นอีกในปีข้างหน้า เขากล่าวว่าเราจะเริ่มจาก 5-6 ร้านในเตหะราน (Tehran) และวางแผนว่าจะเปิดร้านในจำนวนที่ใกล้เคียงกันทุกๆ ปีในอีก 5 ปี

ส่วนการเจริญเติบโตของเอเชียที่น่าจับตามองน่าจะเป็นการใช้จ่ายสินค้าหรูหราในญี่ปุ่น

มีการเติบโตขึ้นประมาณ 10% ในปี ค.ศ.2016 ขับเคลื่อนด้วยการเปลี่ยนแปลงไปสู่ค่านิยม ความคุ้มค่ากับเงิน และความโอ้อวดที่ลดลง โดยเฉพาะกลุ่มคนผู้สูงอายุที่มีรสนิยมดี และบางกลุ่มจากประเทศจีนที่เป็นนักท่องเที่ยวที่เห็นว่าค่าเงินเยนนั้นต่ำลง จำนวนของนักท่องเที่ยวมีมากถึง 6 ล้านคน ตามรายงานขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan National Tourism Organization)

ตั้งแต่ปี ค.ศ.2015 องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่นได้เข้ามาช่วยเหลือและจัดการ ทำให้การสั่งซื้อสินค้าหรูในเมืองโตเกียวและโอซาก้าเติบโตขึ้นถึง 35% และ 52% ตามลำดับ ตามมาด้วยเมืองฟุกุโอกะ ซึ่งอยู่ใกล้ชายฝั่งของประเทศญี่ปุ่น มีการเติบโตสูงถึง 80% ในปีเดียวกัน ต้องขอบคุณการหลั่งไหลของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเข้ามาทางเรือ ซึ่งเต็มไปด้วยกลุ่มลูกค้าชนชั้นกลางที่พร้อมจะจับจ่ายใช้สอยสินค้าหรู

Credit : The Future Laboratory