asd
arrow bg
asd

POP UP STORE 2017 รวบรวมสินค้าที่ออกแบบโดยดีไซน์เนอร์ไทย สายช้อปห้ามพลาด!

ไม่อยากหลุดเทรนด์แฟชั่นมาแรงแห่งยุค 2017 อย่าพลาดงาน Pop Up Store 2017 ครั้งแรกของการรวมตัว 36 แบรนด์ดีไซเนอร์ไทยหน้าใหม่มาแรงจากโครงการ Talent Thai & Designers’ Room 2017
ที่สร้างสรรค์งานดีไซน์สุดเก๋ ถ่ายทอดจากแรงบันดาลใจครีเอทีฟ ออกมาเป็นผลงานร่วมสมัยสุดคูลล์ โดยในงานนี้พวกเขาจะรวมตัวกันแบบเฉพาะกิจให้ขาช้อปได้ช้อปกันอย่างจุใจ

Pop Up Store 2017 เป็นสวรรค์ของสายช้อปปิ้งอย่างแท้จริง เพราะดีไซเนอร์ทุกคนที่ออกแบบสินค้าเจ๋งๆ เหล่านี้ผ่านการคัดเลือกมาแล้วว่ามีสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เดินทุกร้านแวะนานทุกร้าน ทั้งแฟชั่น เครื่องประดับ และสินค้าตกแต่งบ้านสุดเก๋ มากมาย ได้ของให้อัพเดทตู้เสื้อผ้าตั้งแต่หัวจรดเท้าแบบไม่ซ้ำใคร ฉะนั้นอย่าลืมเผื่อเวลา เผื่อมาแล้วช้อปติดลมด้วยนะ

มาชุมนุมกันโดยนัดหมายได้ตั้งแต่วันนี้ – 5 กันยายนนี้ ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ณ ลานเอเทรี่ยม 2 ชั้น 1 สยามเซ็นเตอร์

“ความรับผิดชอบอย่างมีระดับ” เทรนด์ใหม่วงการแฟชั่น

ในระยะหลัง กระแสที่เกิดในโลกแฟชั่น อาจจะไม่ใช่การชื่นชมคนใส่เสื้อผ้าสวยงาม แต่กลับเป็นการต่อว่าการกระทำที่ไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการใช้แรงงานอย่างไม่เป็นธรรม หรือการใช้วัตถุดิบที่ได้มาจากการทารุณกรรมสัตว์ จึงไม่แปลกที่กลุ่มคนรุ่นใหม่จะเกิดความตื่นตัวและแบนความไม่เป็นธรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกแฟชั่น อุตสาหกรรมผลิตสินค้าหรูหราเหล่านี้จึงเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงและก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ด้วยคอนเซปต์ “การมีจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม” แบรนด์ต่างๆ เริ่มผันตัวเป็นผู้ทำธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบและช่วยกันวางรากฐานที่ดีในการสร้างนิยามใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมแฟชั่น

ทุกวันนี้ “ความหรูหรา” ได้กลายเป็น “ความรับผิดชอบอย่างมีระดับ”

ในยุคที่เราต้องตามเทรนด์ต่างๆ ให้ทัน เราก็อาจจะลืมไปว่าสิ่งที่สำคัญจริงๆ คืออะไร ทำให้มีเสียงจากคนบางกลุ่มกระตุ้นให้เรากลับไปทบทวน และส่งเสริม “การบริโภคอย่างชาญฉลาด” เพราะจากนี้ไป ผู้บริโภคจะไม่ได้แค่ซื้อสินค้าหรูหราแล้วจบไป แต่จะเลือกซื้อสินค้าที่ผลิตจากบริษัทที่มีจริยธรรมและให้คุณค่าแก่สิ่งต่างๆ ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญ เมื่อผู้บริโภค “คิด” มากขึ้นกว่าจะเลือกซื้อสินค้าใดสินค้าหนึ่ง วงการแฟชั่นและสินค้าหรูหราต่างๆ จึงต้องกลับมาทบทวนการดำเนินงานของตนเองเพื่อขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน

เมื่อจริยธรรมได้กลายเป็นตัวกำหนดคุณค่าใหม่ในอุตสาหกรรมนี้

ปัจจุบัน การทารุณกรรมสัตว์และการขาดแคลนทรัพยากรได้เข้ามาเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภคมากขึ้นเรื่อยๆ วัตถุดิบอย่าง “ผ้า” จึงเป็นตัวแปรสำคัญ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น เว็บช็อปปิ้งออนไลน์อย่าง Yoox ก็เพิ่งออกมาประกาศยกเลิกการขายผ้าขนสัตว์ทุกชนิด และปัจจุบัน ตลาด “ผ้าหนังเทียม” หรือ “Vegan Leather” ก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ และคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าถึง 85,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี ค.ศ.2025 นอกจากนี้ แบรนด์เสื้อผ้าหลายแบรนด์ก็ให้การตอบรับกับความคิดนี้ อย่างเช่น Stella McCartney ก็เพิ่งออกคอลเลกชั่นผ้าหนังเทียมที่ผลิตจากเศษพลาสติกที่เก็บจากท้องทะเลแล้วนำมารีไซเคิลแทนการใช้หนังสัตว์ เป็นต้น

ราคาสินค้าอาจไม่ได้ถูกกำหนดจากคุณภาพของฝีมืออีกต่อไป

ในแง่ของการตั้งราคาสินค้า การผลิตด้วยฝีมืออย่างมีคุณภาพเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในการสนับสนุนการตั้งราคาสินค้าสูง การเลือกซื้อสินค้าที่ผลิตขึ้นอย่างมีจริยธรรมจึงมีบทบาทมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การตั้งราคาของเสื้อเชิ้ต “We Should All Be Femimists” ของแบรนด์ Dior ที่ได้บริจาคเงินจำนวนครึ่งหนึ่งของราคาสินค้า หรือคิดเป็นเงิน 550 ปอนด์ ให้แก่มูลนิธิ Clara Lionel ซึ่งสนับสนุนด้านการเงินให้แก่โครงการด้านการศึกษาและสุขภาพ ก็เป็นตัวอย่างที่ดีของความสัมพันธ์แบบ win-win เพราะนอกจากแบรนด์จะได้ภาพลักษณ์ใหม่ในการเป็นองค์กรการกุศลแล้ว ยังสามารถดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการบริจาคและการกุศลเข้ามาใช้ของแบรนด์อีกด้วย ในขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็ได้ประโยชน์ในการแสดงจุดยืนของตนเองผ่านการเลือกซื้อและใช้สินค้าเหล่านั้นเช่นเดียวกัน

นิยามใหม่ของ “สินค้าหรู”

การให้ความสำคัญต่อความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างแท้จริงเหล่านี้ ได้สร้างนิยามใหม่ให้แก่ “ความหรูหรา” ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ Olivela ที่ขายสินค้าแบรนด์หรูราคาแพงได้นำรายได้ส่วนหนึ่งบริจาคให้แก่องค์กรที่เป็นพันธมิตรกัน และนี่ก็เป็นตัวอย่างของการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ ที่นอกจากจะให้ผู้บริโภคเข้ามามีบทบาทในการสร้างความเปลี่ยนแปลงบนโลกใบนี้แล้ว ยังเป็นการเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อ “ความหรูหรา” จากเดิมที่การใช้สินค้าแบรนด์หรูถูกมองโดยใช้ทัศนคติแบบตะวันตกว่าเป็นการแสดงออกถึงความมีระดับ ก็ได้รับการยกระดับให้กลายเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงการให้ความใส่ใจในปัญหาระดับโลก อย่างที่เรารู้ดีว่าสินค้าในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าส่วนใหญ่ผลิตในอินเดียและทวีปเอเชีย

จาก “ประสบการณ์ที่ได้รับจากแบรนด์” สู่ “การให้ความรู้เกี่ยวกับสินค้า”

แบรนด์ที่ให้ความสำคัญต่อการรับผิดชอบต่อสังคม ยังมีการสื่อสารให้ผู้บริโภคได้เข้าใจและรับรู้เกี่ยวกับวิถีใหม่ในการบริโภคอย่างชาญฉลาดและยั่งยืนอีกด้วย เช่น การให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาเสื้อผ้า ที่มีจุดประสงค์ในการเชื่อมโยงผู้บริโภคกับของที่เขาซื้อไว้ด้วยกัน ให้ผู้บริโภคได้ตระหนักถึงคุณสมบัติพิเศษของสินค้าหรู ได้แก่ ความเปราะบางและความหายากของสินค้า พร้อมทั้งส่งต่อความรู้ในการรักษาสินค้าที่เขาซื้อมาในระยะยาว แบรนด์ Stella McCartney ซึ่งเป็นแบรนด์เสื้อผ้าระดับสูงแบรนด์แรกๆ ที่ให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อมก็ได้ตอกย้ำความคิดนี้โดยการออกแคมเปญ Clever Care บอกเล่าการดูแลเสื้อผ้าของแบรนด์ผ่านวิดีโอที่แปลกแหวกแนว

ดังนั้น การดูแลรักษาสินค้าจึงเป็นขั้นตอนแรกที่แสดงถึงความใส่ใจที่ผู้บริโภคมีต่อผู้อื่นและต่อโลก เว็บไซต์ Yoox ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ต่อยอดความคิดนี้ผ่านคอลัมน์ “Yooxygen” ที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสินค้าแฟชั่นต่างๆ ที่ผลิตขึ้นบนพื้นฐานของการมีความรับผิดชอบต่อสังคม และมีวิดีโอโปรโมตอุตสาหกรรมสินค้าหรูหราที่ผลิตอย่างมีจริยธรรมและสามารถใช้ได้นาน โดยได้ให้ความสำคัญกับ 3 สิ่ง ได้แก่ การรีไซเคิล การจ่ายเงินในราคาที่เหมาะสม และการสนับสนุนงานฝืมือที่มีคุณภาพ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญและใช้นิยามอุตสาหกรรมสินค้าหรูหราในอนาคต

แบรนด์น้องใหม่ตอบรับกระแส กลายเป็นแบรนด์สุด “คูล”

เมื่อจริยธรรมกลายเป็นตัววัดความ “คูล” ของแบรนด์สินค้าหรู จึงมีแบรนด์น้องใหม่เกิดขึ้นมากมายและกลายเป็นผู้ที่ท้าทายตัวจริงของแบรนด์ดั้งเดิมที่มีอยู่ในตลาด แบรนด์ใหม่ๆ อย่างเช่น Reformation Edun หรือแม้กระทั่ง Matt&Nat ล้วนแต่เกิดมาจากความมุ่งมั่นในการรับผิดชอบต่อสังคมและมีชื่อเสียงขึ้นมาในฐานะแบรนด์ที่ “คูล” ในสายตาของคนรุ่นใหม่ หรือ Millennials ไม่เพียงแค่นั้น แบรนด์เหล่านี้ยังมีการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างครบลูป เช่น มีการจำหน่ายสินค้าบนเว็บไซต์อย่างเช่น the French Ecocentric และ Olivela ที่กล่าวไปข้างต้น

การมีแบรนด์น้องใหม่ผุดขึ้นอย่างมากมายได้กลายเป็นแรงผลักดันให้แบรนด์หรูดั้งเดิมที่มีอยู่ในตลาดเกิดความตื่นตัวกับกระแสความรับผิดชอบต่อสังคมเพื่อปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์ใหม่ที่กำลังจะกลายเป็นตัวกำหนดนิยามของอุตสาหกรรมนี้ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม กระแสนี้ไม่ได้เป็นการต่อต้านสิ่งที่ทำมาในอดีต แต่เป็นการกระตุ้นแบรนด์ต่างๆ ให้หวนกลับไปใส่ใจกับสิ่งที่เป็นหัวใจของการสร้างสินค้าหรูมากกว่า ซึ่งได้แก่ ความพิเศษ ความหายาก และความยั่งยืน การที่แบรนด์ต่างๆ ให้การตอบรับกับคุณค่าเหล่านี้ ได้ทำให้อุตสาหกรรมนี้กลายเป็นผู้นำเทรนด์ใหม่ที่กำลังจะมาในอนาคต

Credit: Nellyrodi

Biohacking

ไบโอแฮคกิ้งทางลัดสู่ความสำเร็จ (จริงหรือ)

ไม่ว่าจะเสพติดกาแฟ อาหารซูเปอร์ฟู้ด การบำบัด การออกกำลัง หรือไลฟ์สไตล์รักสุขภาพ คุณได้กลายเป็น “แฮ็กเกอร์ทางชีวภาพ” ไปแล้วโดยไม่รู้ตัว

การแฮ็กทางชีวภาพ (Biohacking) อาจฟังดูเหมือนเรื่องที่เห็นได้จากภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงพวกเราหลายๆ คน ได้ผ่านการเป็น “แฮ็กเกอร์ทางชีวภาพ (Biohacker)” มาแล้ว จากการดื่มกาแฟ กินอาหารซูเปอร์ฟู้ด เข้าคอร์สบำบัด เล่นกีฬา หรือมีไลฟ์สไตล์แบบคนรักสุขภาพ เพราะการทำกิจกรรมเหล่านั้น มีผลต่อการปรับปรุงสภาพร่างกาย จิตใจ และขีดความสามารถในการทำงานของสมองให้ดีขึ้น

Piracy of the Body: การโจรกรรมทางร่างกาย

คำว่า “Biohacking” เป็นกระแสขึ้นมาใน Silicon Valley เมื่อบางบริษัทใช้แนวคิดนี้ในการปรับปรุงร่างกายและจิตใจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เช่น ที่บริษัท Nootrobox พนักงานจะอดอาหารตั้งแต่เย็นวันจันทร์ เป็นเวลา 24-36 ชั่วโมง เพราะเชื่อว่าเป็นการชาร์จพลังสมองให้ทำงานได้ดีขึ้น ที่ซานฟรานซิสโก กลุ่มผู้สนใจนัดหมายรายสัปดาห์เพื่อพูดคุยถึงเทคนิคในการ “โจรกรรมร่างกายของพวกเขาเอง” เช่น กลุ่ม Peak Performance Club, Fast Club หรือ WeFas.st ในขณะที่ Biohacker กลุ่มสุดโต่งบางส่วนได้ปลูกถ่ายแม่เหล็ก และหลอดไฟ LED เข้าสู่ร่างกายเพื่อทดลองใช้ควบคุมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดต่างๆ แต่คนส่วนมากต้องการเพียงสิ่งที่ช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือทำให้รู้สึกดีขึ้น โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีการแข่งขันและความกดดันสูง

Nootropics: ยาฉลาด

แฮกเกอร์ทางชีวภาพใช้วิตามินหรืออาหารเสริมที่เรียกรวมๆ ว่า “Nootropics” หรืออีกชื่อว่า “ยาฉลาด (Smart Drug)” แม้การวิจัยเกี่ยวกับ Nootropics จะยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งการนำไปใช้ได้ ตัวอย่างเช่น Dr Vinh Ngo (Smart Med) ได้ร่วมงานกับบริษัทชั้นนำอย่าง Facebook Google Uber และสตาร์ตอัพรายอื่นๆ ในการออกแบบการใช้ Nootropics เพื่อให้สุขภาพพนักงานอยู่ในสภาพดีที่สุด

Nootropics มีหลากหลายและให้ผลแตกต่างกันไป มีตั้งแต่สารที่ให้ผลเบาๆ ที่เราพอคุ้นหู เช่น กาเฟอีน ช่วยให้มีสมาธิ และกรดอะมิโนแทนิน (Theanine) ช่วยให้ผ่อนคลาย ไปจนถึงสารที่ออกฤทธิ์หนักขึ้นแต่ก็ยิ่งดึงดูดผู้บริโภคให้อยากทดลองดูสักครั้ง เพื่อจะกลายร่างเป็น “ตัวฉันในเวอร์ชั่นที่ดีกว่า” ปรากฏการณ์นี้ผลักดันให้มีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่อวดอ้างสรรพคุณเรื่องการปรับปรุงการทำงานของสมองโดยปราศจากผลข้างเคียง เช่น Soylent อาหารทางเลือก ผลิตจากเห็ด มีสารอาหารครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง Hacker’s Brew เป็นกาแฟที่ช่วยให้ผู้ดื่มรู้สึกกระฉับกระเฉงและมีสมาธิ ส่วน Nootrobox นำเสนอ Go Cubes หมากฝรั่งรสกาแฟใส่แทนิน ทำให้มีสมาธิ ไม่ทำให้กระสับกระส่ายเหมือนการดื่มกาแฟทั่วไป และยังสะดวกต่อการพกพา Four Sigmatic ผู้เชี่ยวชาญในด้านซูเปอร์ฟู้ด เห็ด และสมุนไพร ผลิตเครื่องดื่มผงสำหรับผสมน้ำอุ่น ออกฤทธิ์แตกต่างกันไปตามส่วนผสม Bulletproof เป็นเครื่องดื่มอีกชนิดหนึ่งที่อ้างสรรพคุณว่าสร้างความแข็งแกร่งให้ทั้งร่างกายและจิตใจ

ไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีแบรนด์ใหม่ๆ เกิดขึ้นเพื่อผลิตสินค้าตอบสนองผู้บริโภคที่ใส่ใจในสุขภาพ ดูเหมือนว่า Biohacking จะปรับตัวให้เท่าทันกับความต้องการอันไม่มีที่สิ้นสุดได้ ในมุมมองด้านการตลาด กระแสนิยมนี้อาจจะกลายเป็นข้อถกเถียงเมื่อแบรนด์อาหารจะยกเอาคุณสมบัติสุดพิเศษมาใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการตลาด หรือแม้แต่ในร้านอาหารที่อาจต้องคิดอีกครั้งว่า ควรนำคุณสมบัติของสารอาหารเหล่านี้มาเพิ่มในเมนูหรือไม่ อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น

Credit: Nellyrodi

Second-Hand Luxury สินค้าหรูมือสอง ตลาดที่ไม่ควรมองข้าม

สินค้าหรูในตลาดออนไลน์มีทิศทางในการเพิ่มรายได้มากขึ้น เจาะลึกแพลตฟอร์มธุรกิจสินค้าแฟชั่นแบรนด์ Thredup ซึ่งมีช่องการขายทั้งออนไลน์และมีหน้าร้านสามารถทำรายได้ถึง 18,000 ล้านเหรียญ และคาดว่าจะทำรายได้เพิ่มเป็น 2 เท่าในปี ค.ศ.2021 ถึง 33,000 ล้านเหรียญ

มีการจัดสัดส่วนของกลุ่มลูกค้า Thredup โดยกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ประมาณ 1 ล้านเหรียญอยู่ที่ 10%จากกลุ่มลูกค้าทั้งหมด และผู้ที่มีรายได้อยู่ระหว่าง 250,000 เหรียญ – 1 ล้านเหรียญอยู่ที่ 36% จากกลุ่มลูกค้าทั้งหมด และกลุ่มลูกค้าที่เหลือเป็นกลุ่มที่มีรายได้ต่ำลงมา เห็นได้ชัดจากการเทียบสัดส่วนลูกค้าพบว่าในสัดส่วนของผู้ซื้อส่วนมากของ Thredup นั้นมีรายได้สูง ถือว่าแบรนด์ Thredup นั้นเป็นที่น่าจับตามองการเติบโตในช่องทางการขายในตลาดออนไลน์

จากรายงานการศึกษา 3 แบรนด์ยักษ์ใหญ่ในวงการ สินค้าหรูมือสอง ได้แก่  Vestaire Collective,The RealReal และ Thredup แต่ล่ะแบรนด์นั้นมีแหล่งเงินทุนมากกว่าหนึ่งร้อยล้านเหรียญ โดยเทียบสัดส่วนการเติบโตในช่องทางออนไลน์เติบโตถึง 35% ในขณะที่การขายโดยตรงจากหน้าร้านเติบโตเพียงแค่ 8%

บริษัท McKinsey & co.รายงานต่อว่า ชนชั้นกลางชาวจีนจำนวนมากมีรายได้น้อยกว่า 35,000 เหรียญต่อปี มีความต้องการซื้อสินค้าหรูหราที่มีการลดราคา ในขณะเดียวกันกลุ่มคนชั้นชั้นที่สูงกว่าระดับกลางกลับมีความต้องการซื้อสินค้าหรูหรามากขึ้นอย่างรวดเร็ว มากถึง 16-20% ในแต่ละปี

ในขณะที่สินค้าหรูหราราคาแพงบุกตลาดออนไลน์นั้น การแพร่หลายของสินค้าปลอมแปลงก็มากขึ้นด้วยแถมสิ่งนี้ยังเป็นผลกระทบที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้ามือสองมากขึ้นตามกัน

จากรายงานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือโออีซีดี [OECD] รายงายว่าตลาดกลุ่มสินค้าปลอมแปลงนั้นมีมูลค่ากว่า 450 พันล้านเหรียญ จากสถิติของสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการในกลุ่มสหภาพยุโรป สินค้ากลุ่มปลอมแปลง ทั้งอุตสาหกรรมเสื้อผ้า รองเท้า และเครื่องประดับ ทำรายได้ถึง 29.5 พันล้านเหรียญต่อปี

James Harford-Tyrer ผู้ก่อตั้งบริษัท Cudori หนึ่งในกลุ่มผู้ขายสินค้าแฟชั่นหรูหราราคาแพง ให้สัมภาษณ์ถึงการขับเคลื่อนเพื่อสร้างกระแสของสินค้าราคาแพงในตลาดออนไลน์เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าให้มากที่สุดและสิ่งสำคัญที่ต้องทำคือเพิ่มการเข้าถึงกลุ่มผู้สนับสนุนหรือกลุ่มผู้ร่วมทุนเพื่อให้เกิดสภาพคล่องของตลาดในปัจจุบัน Harford-Tyler ได้วิเคราะห์ถึงรายได้ที่สามารถจับจ่ายสินค้าในครัวเรือนนั้นสูงพอๆ กันกับสินค้าใหม่มือหนึ่งราคาแพง นั่นแปลว่าทางเดียวที่ผู้คนจะสามารถซื้อสินค้าที่หรูหราได้นั้นคือสินค้าจากตลาดมือสองนั่นเอง

สำหรับการเติบโตของกลุ่มคนชนชั้นกลางชาวจีนที่มีมากขึ้นก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดของสินค้าหรูหราเกิดการเติบโตตามกันไปด้วย เนื่องจากการทำผลสำรวจของบริษัท McKinsey & co.รายงานว่าจำนวนคนเมืองชาวจีนจะขยับเติบโตขึ้นเป็นคนที่มีรายได้สูงอยู่ในระดับชนชั้นกลางถึง 76% ภายในปี ค.ศ.2022 และในขณะเดียวกันกลุ่มคนที่อยู่ในระดับชนชั้นกลางจะขยับเป็นคนที่มีรายได้สูงขึ้นถึง 54% ทั้งหมดเป็นเพราะมีการจ่ายค่าจ้างงานที่ราคาสูงขึ้นในประเทศจีนนั่นเอง

Ebay ได้ประกาศแนวทางการต่อสู้กับสินค้าปลอมแปลงด้วยการวางแผนการให้บริการรูปแบบให้ในชื่อที่ว่า Ebay Authenticate เป็นการสร้างเครือข่ายที่สามารถตรวจสอบและรับรองว่าเป็นของแท้โดยมืออาชีพที่เชื่อถือได้ไว้รองรับทั้งผู้ซื้อและผู้ขายในกลุ่มสินค้าหรูหราเพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจในการซื้อ-ขายของลูกค้า ซึ่งจะสามารถใช้ระบบนี้ได้ภายในปีนี้ ส่วนแบรนด์ The RealReal ก็ทำในรูปแบบเดียวกันโดยการนำผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านอัญมณี นาฬิกา อุตสาหกรรมเสื้อผ้า เพื่อนำมาการันตีสินค้าว่าเป็นของแท้

ส่วนแนวทางของ Harford-Tyrer ต้องการการยอมรับและวางใจทั้งลูกค้าและตัวแทนจำหน่ายว่าสินค้านั้นเป็นของแท้ด้วยการใช้การรับประกันสินค้าว่า เป็นของแท้และเป็นสินค้าคุณภาพ ซึ่งวิธีนี้จะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์และสร้างความสบายใจให้กับลูกค้าเพื่อทำให้ตัดสินใจซื้อสินค้าของเขา

Credit: The Future Laboratory

เพียง 1% ของ UHNWIs เท่ากับโอกาสที่เพิ่มขึ้นจริงหรือไม่

Credit : The Future Laboratory

UHNWIs ย่อมาจากคำว่า Ultra-High-Net-Worth-Individuals แปลว่าผู้ที่มีทรัพย์สินเป็นเงินสดในธนาคาร หรือเงินลงทุนที่มีมูลค่ารวมมากกว่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ไม่ถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

จากรายงานของ Knight Frank ที่ปรึกษาด้านการลงทุนในอสังหริมทรัพย์ กล่าวว่าคนในกลุ่ม UHNWIs จะเพิ่มมากขึ้น 42% ในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยการเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากฝั่งเอเซีย คือเพิ่มขึ้นจากเดิม 91% และทางฝั่งยุโรปจะเพิ่มขึ้นจากเดิมเพียง12% ถ้าเจาะลงไปในแทบเอเซียแล้วประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นที่สุดคือ จีน ซึ่งมีโอกาสที่เพิ่มขึ้นสูงถึง 140%

มีบางรายงานของ Knight Frank กล่าวว่า อังกฤษได้อ้างว่าภายในปี ค.ศ.2026 จำนวน UHNWIs ในประเทศจะโตขึ้น 30% จากปี ค.ศ.2017 ถึงแม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะไม่แน่นอนซึ่งเป็นผลมาจาก Brexit แต่ลอนดอนก็ยังเป็นสถานที่ที่ดึงดูดใจสำหรับคนที่มีฐานะร่ำรวยเหมือนที่ผ่านมา เพราะว่าสำหรับคนที่มีฐานะแล้ว ลอนดอนถือเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงออกถึงความร่ำรวยได้อย่างหนึ่ง อีกทั้งยังสะดวกสะบาย เชื่อมต่อและเปิดกว้างมากกว่าเมืองอื่นๆ

สำหรับในประเทศอื่นๆในโวนยุโรปอย่างเยอรมัน ฝรั่งเศส และอิตาลี การเพิ่มจำนวนของจำนวนประชากรที่มีฐานะจะช้ากว่ามาก สาเหตุมาจากถูกจำกัดด้วยการเติบโตของผู้เคร่งศาสนา ส่วนผสมที่เพิ่มขึ้นของภาษี เงินบำนาญของรัฐ สวัสดิการประชาชน และการสูญเสียงานที่ใช้ทักษะและความชำนาญสูงให้กับแทบเอเซีย Andrew Amoils หัวหน้าทีมวิจัยที่ New World Wealth กล่าว

อย่างไรก็ตาม Knight Frank ได้ตาดการณ์ไว้ว่าภายในปี ค.ศ.2026 จำนวนของ UHNWIs น่าจะเพิ่มขึ้นในทุกที่ เห็นได้จากปริมาณการลงทุนที่ปลอดภัยอย่างเช่นทองคำมีแนวโน้มมากขึ้นผลพวงมาจาการเมืองที่ไม่แน่นอน แคนาดาและออสเตเรีย มีการคาดการณ์ไว้ว่าจำนวน UHNWIs จะเพิ่มขึ้น 50% และ 70% ตามลำดับ

ตลาดใหม่ๆ นี้จะถูกขับเคลื่อนด้วยคนกลุ่ม UHNWIs เพราะเขาจะนำพาทรัพย์สินติดตัวไปเมื่อย้านถิ่นฐานไปประเทศอื่นๆ อย่างในเอเชียเอง ประเทศเวียดนามมีการคาดการณ์ว่าจำนวน UHNWIs เพิ่มสูงขึ้น 170% จาก 10 ปีที่ผ่านมา สาเหตุมาจากการปรับปรุงสภาพเศรษกิจ การเมือง การดูแลสุขภาพ การอุตสาหกรรมแล้วถึงการยกระดับรายได้ขั้นต่ำ

Knight Frank รายงานเพิ่มเติมว่าคนกลุ่ม UHNWIs 46%ในละตินอเมริกา และ 42%ในตะวันออกกลาง 41%ในรัสเซีย ชอบซื้อบ้านใหม่นอกประเทศตัวเอง เพื่อที่จะหนีจากสภาพการเมืองของประเทศตัวเองไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น

กลุ่มคน UHNWIs จะผลักดันตัวเองออกนอกประเทศทันทีที่รู้สึกว่ามีความเสี่ยงต่อคุณภาพชีวิต เศรฐกิจ ความปลอดภัย การศึกษา และโอกาสในการทำงานของรุ่นลูก เพื่อไปอยู่ในประเทศที่ดีกว่า Oliver Williams ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทWealth Insight กล่าว

การตอบรับการเพิ่มจำนวนของคนกลุ่ม UHNWIs กับแบรนด์หรูต่างได้เริ่มขึ้นแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ห้างหรูอย่าง Takashimaya Mall ได้เปิดตัวไปเมื่อปี ค.ศ.2016 ที่โฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ภายในห้างได้รวบรวมแบรนด์สินค้าหรูหราชื่อดังมากมายทั้ง Versace, Bulgari และ Montblanc เป็นต้น ในออสเตเรียเอง แบรนด์หรูอย่าง Miu Miu และ Missoni ได้เปิดร้านค้าที่ตำแหน่งที่ดีที่สุดในเมลเบิร์น ในขณะที่ Mercedes-Benz, BMW and Audi เองก็มียอดขายเพิ่มขึ้นจากเดิม 11% ในปี ค.ศ.2016 เทียบเป็น 2% กับอุตสาหกรรมโดยรวมทั้งหมด

“แชทบอต” เทรนด์ใหม่โลกดิจิทัล

ผู้ช่วยเสมือนจริง...แห่งการส่งข้อความสำหรับคนรุ่นใหม่

Credit: Nellyrodi

ไม่ว่าจะเป็นกูเกิ้ล เฟซบุ๊ก แอปเปิ้ล ไมโครซอฟท์ หรือแม้กระทั่งเมสเซนเจอร์ สไกป์ สแล็ค วอทซ์แอป และวีแชท แพลตฟอร์มเจ้าใหญ่เหล่านี้ล้วนหันมาให้ความสนใจในแชทบอตมากขึ้น ผู้ช่วยเสมือนจริงเหล่านี้ได้ประกาศจุดเริ่มต้นของยุคแห่งการส่งข้อความสำหรับคนรุ่นใหม่ขึ้นแล้ว ฟังดูเป็นนวัตกรรมที่น่าตื่นเต้นใช่ไหมล่ะ

ก่อนหน้านี้ โปรแกรมเมอร์ต่างพยายามสร้าง “หุ่นยนต์มนุษย์” ที่ดีที่สุด แต่ในทางกลับกันสำหรับแชทบอต พวกเขาเลือกที่จะพัฒนาในเรื่องของความสามารถ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเสียมากกว่า เช่น การพัฒนาล่าสุดของ ‘KalaniBot’ จากแบรนด์เครื่องสำอาง CoverGirl เธอเป็นหุ่นยนต์ที่ชาญฉลาด มีอารมณ์ขันและช่างอ่อนไหว หุ่นยนต์ตัวนี้มีต้นแบบมาจาก Kalani Hillikerz (นักเต้นและนักแสดงจากซีรีส์อเมริกันเรื่อง Dance Moms) หุ่นยนต์ถูกโปรแกรมให้ทักทายว่า “เฮ้! นี่ฉันเอง คาลานี่ ลองคุยกับ KalaniBot แชทบอตตัวใหม่ของฉันสิ! (เธอเป็นหุ่นยนต์ที่ทึกทักว่าเป็นตัวฉันเองจริงๆ ละ ฮ่าๆ)”  ซึ่งก็ทำให้ยอดการสนทนาบนเว็บไซต์เพิ่มขึ้นถึง 14 บทสนทนา และได้รับฟีดแบ็กที่ดีถึง 91% เพิ่มการโต้ตอบข้อความระหว่างกัน 17% บทสนทนาที่นำไปสู่การเสนอส่วนลดสินค้า 48% และการคลิกเลือกโปรโมชั่นต่างๆ ถึง 51% ซึ่งแคมเปญนี้ยังคงมีอยู่และการสนทนากับลูกค้าก็ช่วยทำให้แชทบอตฉลาดมากขึ้นเรื่อยๆ!

แอปพลิเคชั่น Do Not Pay

หุ่นยนต์นี้ตัวได้ชื่อว่าเป็นหุ่นยนต์ทนายตัวแรกของโลก มันเปิดโอกาสให้คุณได้ลองแก้ต่างให้กับตัวเองโดยวิเคราะห์และประเมินค่าปรับจากคำตอบของผู้กระทำผิด จนถึงปัจจุบันนี้ค่าปรับกว่า160,000 รายการ ได้รับการยกเลิกจากจำนวนทั้งหมดที่มีถึง 250,000 รายการ (นับว่าประสบความสำเร็จถึง 64% เลยละ!)

แชทบอตคริสมาสต์ของ Sephora

‘BeautyBot’ ตัวนี้จะปรากฏตัวใน Facebook Messenger ซึ่งจะไปกระตุ้นลูกค้าที่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้สนใจในสินค้าตัวไหนเป็นพิเศษ เพราะหลังจากทักทายกันพอหอมปากหอมคอ เจ้าหุ่นยนต์จะแนะนำตัวเลือกของขวัญที่เหมาะกับคุณ…เจอแบบนี้เข้าไป ระวังจะเสียเงินกันนะคะสาวๆ

ขยายภาพให้ชัดอีกนิดว่า ปรากฏการณ์ครั้งนี่ยิ่งใหญ่แค่ไหน…

ในปัจจุบันจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่นิยมการส่งข้อความโต้ตอบแบบ instant messaging มีมากกว่า 55.5% ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มจำนวนเป็น 3.6 พันล้านคนในปี ค.ศ.2018 เลยทีเดียว นอกจากนี้การส่งข้อความและโซเชียลมีเดียก็ถือเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่นักธุรกิจต่างเลือกเป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสาร

ดังนั้นแบรนด์ต่างๆ จึงพากันให้ความสนใจในคุณสมบัติของผู้ช่วยเสมือนจริงเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกมันให้ข้อมูลที่สำคัญ และทำให้พวกเขาเข้าใจลูกค้ามากขึ้นด้วย

เป็นไง…เจ๋งใช่มั้ยล่ะ!