asd
arrow bg
asd

ทางออกของคนไซส์ใหญ่

แม้ว่าสินค้าในกลุ่ม “เสื้อผ้าไซส์ใหญ่” อาจจะยังไม่ค่อยมีตัวตนชัดเจนเท่าไรเมื่อเทียบกับเสื้อผ้าทั่วไป แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือเสื้อผ้าไซส์นี้เป็นที่ต้องการของนักช้อปส่วนใหญ่ ในบางประเทศและธุรกิจค้าปลีกยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มนี้ได้ ทั้งในเรื่องของความหลากหลาย คุณภาพสินค้า สไตล์ และขนาดที่เหมาะสม

บริษัท NPD Group เผยว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ยอดขายของเสื้อผ้าผู้หญิงไซส์ใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกาเติบโตได้ดีกว่ายอดขายของตลาดเสื้อผ้าแฟชั่นผู้หญิงโดยรวมทั้งหมด โดยยอดขายทั้งปีของเสื้อผ้าผู้หญิง “ไซส์ผู้ใหญ่” หรือไซส์ 14 ขึ้นไปในสหรัฐอเมริกาเติบโตถึง 17% จาก 14,200 ล้านปอนด์ (17,4000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 16,600 ล้านยูโร) ในปี ค.ศ.2013 ไปแตะที่ 16,600 ล้านปอนด์ (20,400 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 19,4000 ล้านยูโร) ในปี ค.ศ.2016 และเมื่อเปรียบเทียบยอดขายในช่วงเวลาเดียวกัน ยอดขายตลาดเสื้อผ้าทั้งหมดเติบโตอยู่เพียง 7%

ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัย Washington State ชี้ว่าผู้หญิงชาวอเมริกันโดยเฉลี่ยจะสวมใส่เสื้อผ้าไซส์ 16-18 ในขณะที่สหราชอาณาจักร ขนาดเสื้อผ้าโดยเฉลี่ยอยู่ที่ไซส์ 16 ผู้หญิงจำนวน 25% ซื้อเสื้อผ้าไซส์ใหญ่ในช่วงปีที่ผ่านมา และบริษัท Columino ก็คาดการณ์ว่ามูลค่าของตลาดเสื้อผ้าไซส์ใหญ่นับเป็น 12.4% ของตลาดเสื้อผ้าโดยรวมทั้งหมดในปี ค.ศ.2015

บริษัท IHL กล่าวว่า ปัญหาเรื่องขนาดที่ไม่พอดีของเสื้อผ้าและรองเท้าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้บริโภคคืนสินค้าที่สั่งผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งคิดเป็นต้นทุนของธุรกิจค้าปลีกถึงหลายพันล้านปอนด์ต่อปี อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ก็เริ่มมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ ซึ่งเป็นสิทธิบัตรที่พัฒนาโดย Amazon ที่ทำให้แบรนด์ต่างๆ สามารถวัดขนาดของสินค้า และนำเข้าไปใส่ระบบเพื่อให้สร้างภาพ 3 มิติของเสื้อผ้าที่ขายใน Amazon ขึ้นมาได้ นอกจากนี้ระบบยังสามารถแนะนำสินค้าที่มีขนาดใกล้เคียงกันให้แก่ผู้บริโภคโดยอ้างอิงจากประวัติการซื้อสินค้าได้อีกด้วย

ตลาดที่สามารถตอบสนองความต้องการเสื้อผ้าไซส์ใหญ่ได้ดีจะมียอดขายที่ดีกว่า ผลวิจัยจากบริษัท NPD เผยว่าจำนวนวัยรุ่นที่ซื้อเสื้อผ้าไซส์ใหญ่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากตอนนี้พวกเขามีตัวเลือกในการช้อปมากขึ้น

นอกจากนี้สังคมออนไลน์ยังมีส่วนช่วยให้แบรนด์เปลี่ยนความคิดอีกด้วย ตัวอย่างเช่น Tess Holliday นางแบบสาวไซส์ 26 อายุ 30 ปี จากรัฐมิสซิสซิปปีที่มีผู้ติดตามในอินสตาแกรมถึง 1.4 ล้านคน ได้ทำแคมเปญร่วมกับระหว่างแบรนด์ H&M และแบรนด์เสื้อผ้าของเธอเอง ทำให้เราได้เห็นอีกมุมหนึ่งของสาวไซส์ใหญ่ หรือ Sarah Conley บล็อกเกอร์ชื่อดังและผู้เชี่ยวชาญเรื่องแฟชั่นเสื้อผ้าไซส์ใหญ่ กล่าวว่า อินสตาแกรมมีอิทธิพลอย่างมากในโลกแฟชั่น ตัวอย่างเช่น การที่คนออกมาต่อต้าน นิตยสาร O, The Oprah โดยใช้แฮชแท็ก #RockTheCrop เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับนิตยสารที่ให้คำแนะนำกับผู้หญิงว่า ผู้หญิงที่ผอมและมีหน้าท้องแบนราบเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ใส่เสื้อเอวลอยได้

แคมเปญอื่นๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับแฟชั่นไซส์ใหญ่ ได้แก่ แบรนด์เสื้อผ้าไซส์ใหญ่อย่าง Gwynnie Bee ที่ให้บริการเช่าเสื้อผ้าไซส์ใหญ่แบบรายเดือน ก็ได้รับเงินลงทุนหลายล้านปอนด์จากแหล่งเงินทุนต่างๆ นอกจากนี้ นักแสดงสาวอย่าง Melissa McCarthy ตอนนี้ก็มีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเอง และเทรนด์นี้ก็ไปส่งผลไปถึงแฟชั่นผู้ชายในสหราชอาณาจักรด้วย เพราะแบรนด์ ASOS ก็วางแผนว่าจะออกคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าผู้ชายไซส์ใหญ่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ.2017 เช่นกัน

Credit : The Future Laboratory

การดึงดูดนักช้อปด้วยความเย้ายวนทางกายภาพ

ร้านค้าหรือหน้าร้านต่างๆ กลายเป็นสถานที่จัดแสดงสินค้า และเปรียบเสมือนเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างลูกค้าทางออนไลน์และลูกค้าที่เข้ามาซื้อที่หน้าร้าน เพราะลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าและบริการต่างๆ ได้จากทางออนไลน์ โดยลูกค้าจากทั้งสองทางนั้นยังคงตัดสินใจซื้อสินค้าต่างๆ ด้วยเรื่องของความคุ้มค่าและบริการที่จะได้รับ ดังนั้นผู้ขายจะต้องคาดคะเนเรื่องของแคมเปญที่จะออกมา และเรียนรู้ว่าแบบไหนได้ผลหรือไม่ได้ผล

ในปัจจุบันแต่ละแบรนด์ใช้เทคโนโลยีต่างๆ เช่น เทคโนโลยีภาพเสมือนจริง ภาพจำลอง อย่าง Virtual Reality (VR) และ Augmented Reality (AR) เข้ามาช่วยเพื่อนำเสนอลูกค้า ช่วยให้ลูกค้าได้เห็นสินค้าได้อย่างเหมือนจริงมากยิ่งขึ้น ประกอบกับการใช้ภาพกราฟิกและภาพสัญลักษณ์อย่างง่าย เพื่อช่วยให้ลูกค้าเข้าใจในสิ่งที่ต้องการได้ง่ายยิ่งขึ้น

Alibaba and Taobao  กำลังลงทุนอย่างมากกับเทคโนโลยี VR มาใช้ภายในร้าน และเน้นถึงตัวอย่างที่ดีที่สุดของการใช้เทคโนโลยี VR ในเชิงพาณิชย์ โดย Alibaba นั้นเปิดตัวประสบการณ์การช็อปปิ้งเสมือนจริงในเทศกาลวันคนโสดเป็นครั้งแรกในขณะที่ HTC ของฝั่งไต้หวันกำลังจะเปิดประสบการณ์ด้านเทคโนโลยี VR นอกบ้านที่ไม่มีจีนเข้ามาเป็นหุ้นส่วนด้วยการเปิดร้านค้าปลีกแบบออฟไลน์

แต่เทคโนโลยีต่างๆ ก็ไม่ได้เป็นเครื่องมือการพัฒนาแบรนด์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะแรงดึงดูดทางกายภาพมีส่วนในการดึงดูดนักช้อปมากขึ้น แบรนด์ระดับท้องถิ่นมีโอกาสพัฒนาไปสู่ระดับโลกหรือเป็นที่สุดด้วยเรื่องของความสะดวกสบายของร้านค้าออนไลน์

ค่ายยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้อย่าง Hyundai ได้มีการพัฒนาตลาดเมืองกวางจูที่มีมากว่า 103 ปี โดยเจ้าของร้านรุ่นใหม่มีการลดค่าเฉลี่ยอายุของร้านลง 15 ปี ซึ่งก่อนที่จะมีการปรับปรุงมีเพียง 36 ร้านที่ดูคึกคักจาก 70 ร้านค้าที่เปิด และร้านเหล่านี้ถูกดูแลโดยคนในพื้นที่จะเป็นที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวได้มากกว่า แต่หลังจากการปรับปรุงใหม่จำนวนผู้เข้าชมเพิ่มขึ้น ในเดือนพฤษภาคมปี ค.ศ.2015 จาก 200 คนต่อวัน เป็น 4,300 คนต่อวัน

ในขณะที่ร้านค้ารายย่อยในสหรัฐอเมริกายังคงมีการขยายตัว และแนวโน้มที่จะรวมเข้าด้วยกันในปี ค.ศ.2017 อีกทั้ง Amazon เองก็มีแผนจะเปิดร้านค้าสะดวกกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ

ในสหราชอาณาจักร ร้านค้าออนไลน์จะยังคงเป็นช่องทางที่เติบโตได้เร็วที่สุดด้วยอัตราการเติบโตถึง 68% ภายในปี ค.ศ.2021 (จากข้อมูลของ IGD) ในขณะที่ร้านสะดวกซื้อจะเผชิญกับปัญหาหนักในปี ค.ศ.2017 เนื่องจากที่มีการโหวต Brexit เกิดขึ้น

ร้านค้าปลีกจำนวนมากแทนที่จะแข่งขันกับร้านค้าออนไลน์ที่มีแคตตาล็อกสินค้ามากมายและช่องทางที่ไม่มีที่สิ้นสุด โดยการใช้วิธีการอื่นเพื่อความอยู่รอดด้วยการทำตัวให้เล็กและว่องไว แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่ไร้ขอบเขตในการขัดกันเรื่องขอบเขตด้านกายภาพของผู้บริโภคจากออนไลน์ ทางด้าน Amazon ได้แนะนำ Amazon Go ซึ่งเป็นรูปแบบร้านค้าที่ไม่มีเคาน์เตอร์คิดเงินที่สมบูรณ์แบบแห่งหนึ่ง

ไม่ใช่แค่เรื่องของการลดขนาดของแบรนด์ลงเท่านั้น ผู้ค้าปลีกรายใหญ่อย่าง Target ไปจนถึง Walmart และ Sainsburys ต่างยังคงรักษาทำเลเดิมเอาไว้ และในขณะเดียวกันก็มีการเพิ่มสาขาย่อยในทำเลใหม่ๆ เพื่อเป็นเสมือนร้านค้าที่บริการได้แบบครบวงจร มีสินค้าทุกประเภท ซึ่งเป็นความพยายามที่จะช่วยปรับองค์กรให้เข้ากับสถานการณ์ และเพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ เพราะร้านขนาดเล็กสามารถเปิดได้ในตัวเมือง ซึ่งสามารถดึงกลุ่มเป้าหมายวัยหนุ่มสาวและคนที่มีกำลังซื้อที่อาศัยอยู่ในเมือง

Credit : The Future Laboratory

การผสมผสานโลกดิจิทัลกับเส้นใยผ้า

Credit : The Future Laboratory

หลายๆ แบรนด์อาจจะอยากขยายฟังก์ชั่นของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สวมใส่ได้ให้ทำหน้าที่มากกว่าเป็นเครื่องวัดและเก็บข้อมูลกิจกรรมต่างๆ ที่เราทำ แต่ในทางกลับกัน บริษัทเทคโนโลยีกลับผสมผสานการตอบสนองด้วยการสัมผัสและท่าทางลงไปในเส้นใยผ้า เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าให้กลายเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกชนิดหนึ่งแทน โดยบริษัท Gartner คาดการณ์ว่าตลาดเสื้อผ้าแบบชาญฉลาด หรือ Smart Garment จะเติบโตจาก 1 ล้านชิ้นในปี ค.ศ.2016 เป็น 5.3 ล้านชิ้นในปี ค.ศ.2017

คุณ Amanda Parkes ผู้อำนวยการด้านเทคโนโลยีและการวิจัยของบริษัท Manufacture New York เชื่อมั่นว่าการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ด้านวัสดุและนาโนเทคโนโลยีจะช่วยกระตุ้นให้นักออกแบบหันมาสร้างสรรค์เสื้อผ้าที่สามารถทำหน้าที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ได้ และทำให้คนอยากจะสวมใส่จริงๆ เธอกล่าวว่า “ในแง่ของการออกแบบ เราสามารถพัฒนาฟังก์ชั่นต่างๆ ทางด้านเทคโนโลยีและนำมาผสมผสานกับเส้นใยผ้า จนทำให้เสื้อผ้าไม่ได้เป็นเพียงแค่เสื้อผ้าอีกต่อไป เพราะเราจะทำให้เส้นใยผ้าสามารถตอบสนองกับอุปกรณ์ต่างๆ ได้”

เสื้อแจ็กเก็ตรุ่น Commuter ของแบรนด์ลีวายส์ จะเป็นเสื้อที่ผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับเสื้อผ้าที่วางจำหน่ายเป็นครั้งแรก โดยเสื้อรุ่นนี้ถูกพัฒนาขึ้นในโปรเจกต์ที่ชื่อว่า Jacquard ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจที่ลีวายส์ร่วมลงทุนกับ Google’s Advanced Technology and Projects (ATAP) เทคโนโลยีได้ทำให้ผู้ผลิตเสื้อผ้าสามารถผสมผสานเส้นใยกับการตอบสนองด้วยการเคลื่อนไหวและท่าทางเข้าด้วยกัน ผ่านการใช้เส้นด้ายที่สามารถเหนี่ยวนำไฟฟ้าได้ ซึ่งเส้นด้ายเหล่านี้ใช้เครื่องจักรทอผ้าทั่วๆ ไปในการผลิต การเคลื่อนไหวด้วยท่าทางต่างๆ จะทำให้นักปั่นจักรยานที่ใส่เสื้อรุ่น Commuter ของลีวายส์สามารถรู้เส้นทางในการเดินทางได้อย่างแม่นยำแบบโค้งต่อโค้ง และยังสามารถเข้าถึงข้อมูลในบริเวณใกล้เคียงกับที่ที่พวกเขาอยู่ได้อีกด้วย และในขณะเดียวกัน หากมีโทรศัพท์เข้า พวกเขาก็สามารถรับได้ง่ายๆ เพียงแค่แตะที่แขนเสื้อเท่านั้น

คุณ Ivan Poupyrev ผู้อำนวยการด้านเทคนิคของ Google ATAP กล่าวว่า “นี่คือการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง เพราะเราได้เปลี่ยนจากการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และนำอุปกรณ์เหล่านี้ไปติดกับสิ่งของต่างๆ เป็นการสร้างสรรค์สิ่งที่สามารถตอบสนองปฏิกิริยาต่างๆ ได้ด้วยตัวของมันเอง”

นอกจากนี้ แบรนด์เสื้อผ้าผู้ชายอย่าง Rochambeau ก็ได้ออกแบบเสื้อแจ็กเก็ตร่วมกับบริษัทผลิตบรรจุภัณฑ์และฉลากอย่าง Avery Dennison ทำให้ผู้สวมใส่เสื้อแจ็กเก็ตมีสิทธิพิเศษในการเข้าร่วมอีเวนต์พิเศษได้ โดยเสื้อแจ็กเก็ตรุ่นพิเศษนี้จะวางขายในราคา 515 ปอนด์ (630 เหรียญสหรัฐ หรือ 570 ยูโร) ผ่านร้าน The New Stand ซึ่งเป็นธุรกิจค้าปลีกที่มีสาขาอยู่ในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน และการออกสินค้านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ #BornDigital หรือเกิดในยุคดิจิทัล ของบริษัท EVRYTHING ที่พัฒนาเรื่อง Internet of Things (IoT) หรือการพัฒนาสิ่งต่างๆ ให้เชื่อมต่อกันได้ผ่านอินเทอร์เน็ต

การร่วมมือกันของ Avery Dennison และ EVRYTHING ในครั้งนี้ก็มีเป้าหมายที่จะเชื่อมต่อเสื้อผ้าจำนวน 10,000 ล้านชิ้นให้เข้ากับอินเทอร์เน็ตภายใน 3 ปีข้างหน้า เทคโนโลยี อย่างเช่น การใช้คลื่นความถี่วิทยุ (RFID) หรือแม้กระทั่งการสื่อสารในระยะใกล้ (NFC) ก็สามารถนำมาใช้กับแบรนด์เสื้อผ้ากีฬาเพื่อแจ้งเตือนลูกค้าเมื่อถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนของใหม่

ความยิ่งใหญ่ของโปรเจกต์นี้ประกอบกับการที่ Avery Dennison มีลูกค้ารายใหญ่ในวงการแฟชั่นอยู่ในมือ อย่างเช่น Nike Adidas และ Hugo Boss ทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้สามารถกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่นของทั่วไปได้โดยไม่ยาก “ตอนนี้เรากำลังพยายามทำให้เสื้อผ้าหลายพันล้านชิ้นสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ดิจิทัลได้ จึงจะทำให้อุตสาหกรรมนี้ทั้งอุตสาหกรรมสามารถนำไปต่อยอดต่อไปได้” คุณ Niall Murphy ประธานกรรมการบริหารบริษัท EVRYTHING กล่าว

นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัย Ohio State ก็กำลังพัฒนาสายและแผงอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อได้ขนาด 0.1 มิลลิเมตรโดยใช้เครื่องจักรธรรมดาในการผลิต ซึ่งชุดอุปกรณ์นี้จะทำให้นักออกแบบสามารถใส่เซ็นเซอร์และอุปกรณ์บันทึกความจำเข้ากับเสื้อผ้าได้ในราคาถูกและมีประสิทธิภาพ

การค้าและนักเดินทาง Transit Retail

ภาคการท่องเที่ยวและร้านค้าปลอดภาษีได้พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลง และภาพรวมยังมีแนวโน้มไปได้ด้วยดีในปี ค.ศ.2017 ในขณะที่การค้าปลีกอื่นๆ ต้องต่อสู้กันอย่างดุเดือด

จำนวนของผู้โดยสารทั่วโลกเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวจากปี ค.ศ.2015 จำนวนผู้โดยสาร ทางอากาศมีจำนวนถึง 7.2 พันล้าน และจะเพิ่มเป็น 19 พันล้านในปี ค.ศ.2035 คิดเป็นอัตราการเติบโตต่อปี 5% ตามข้อมูลของสมาคมการค้าท่าอากาศยานระหว่างประเทศ

ภาคการท่องเที่ยวและร้านค้าปลอดภาษีทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 62 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 59 พันล้านยูโร แต่ในไตรมาสแรกของปี ค.ศ.2016 ทั่วโลกจะมีการเติบโตต่ำกว่า 1% ถ้าเปรียบเทียบกับช่วงระยะเวลา เดียวกันในปี ค.ศ.2015 ในขณะที่การซื้อขายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนั้นเติบโตถึง 5% ตามข้อมูล ภาคการท่องเที่ยวและร้านค้าปลอดภาษีจากบริษัท Generation Research

ผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำหอมและเครื่องสำอางมียอดขายเพิ่มขึ้น 7.8% ในไตรมาสแรกของปี ค.ศ.2016 ถือว่าเป็นสินค้าหลักในการขับเคลื่อนการเจริญเติบโต ในขณะที่ไวน์และสุราเพิ่มขึ้นเพียง 4% สอดคล้องกับข้อมูลภาคการท่องเที่ยวและร้านค้าปลอดภาษี การค้าบนเรือเฟอร์รี่มียอดขายเจริญเติบโตอยู่ที่ 6.5% และการค้าในสนามบินนั้นยังมีการเติบโตที่คงที่ นักท่องเที่ยวชาวอเมริกาในประเทศอังกฤษกำลังมีความเพลิดเพลินกับการซื้อสินค้าที่มีราคาลดลงถึง 10% เป็นผลจากค่าเงินปอนด์สเตอริงที่ตกต่ำลง นักท่องเที่ยวชาวจีนมียอดใช้จ่ายสินค้าถึง1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวในปี ค.ศ.2020 ซึ่งนักท่องเที่ยวชาวจีนมีจำนวนคิดเป็น 1 ใน 4 ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมดในประเทศอังกฤษ โดยมีค่าเฉลี่ยของการใช้จ่ายคิดเป็นจำนวนประมาณ 3,338 เหรียญสหรัฐ ต่อ 1 คน

รัฐบาลจีนได้มีการพูดคุยเกี่ยวกับการดำเนินการจัดการรายได้ของสินค้าหรูในจีนแผ่นดินใหญ่อย่างจริงจัง แหล่งช็อปปิ้งสินค้าปลอดภาษีแหล่งใหญ่ได้มีการเปิดตัวที่ใจกลางเมืองเซี่ยงไฮ้ เป็นเสมือนคลังเก็บสินค้าซึ่งมีมากกว่า 100 แบรนด์หรู ยกตัวอย่างเช่น Tory Burch, Michael Kors, Tissot และ Estee Lauder กลุ่มลูกค้าชาวจีนมีจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นซึ่งจัดเป็นกลุ่มลูกค้าชนชั้นกลาง โดยกลุ่มลูกค้ารัฐบาลมีวงเงินการใช้จ่ายสำหรับสินค้าปลอดภาษีประมาณ 726 เหรียญสหรัฐ สำหรับลูกค้าที่ต้องการประหยัดค่าภาษีต้องซื้อสินค้าก่อนขึ้นเครื่องไปต่างประเทศ

สนามบินนานาชาติได้มีการนำกลยุทธ์มาใช้จัดงานเพื่อเพิ่มยอดขายโดย DFS Droup เป็นเจ้าภาพจัดงานเทศกาลขายวิสกี้นานถึง 7 สัปดาห์โดยร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญการทำอาหารจับคู่กับวิสกี้ค็อกเทล เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเปิดร้านใหม่โดยงานจัดขึ้นที่สนามบินชางฮี ประเทศสิงคโปร์

ตลาดขายปลีกทางออนไลน์ Gilt.com ได้มีการพูดถึงการจัด Pop Up ร้านค้าขายน้ำบนเรือสำราญโดย Millennials ได้ทำการจัดความถี่บ่อยของการท่องเที่ยวตามวัยต่างๆ บุคคลทั่วไปที่อายุ 30 ปีหรือต่ำกว่า จะมีการท่องเที่ยวโดยเฉลี่ย 4.2 ครั้งต่อปี เปรียบเทียบกับช่วงอายุ 30-45 ปี จะเฉลี่ย 2.9 ครั้งต่อปี และช่วงอายุ 46-65 ปี จะอยู่ที่ 3.2 ครั้งต่อปี ตามข้อมูล Expedia ดังนั้น ตลาดชั้นกลางและตลาดชั้นสูงจะต้องมองหาแนวทางใหม่ที่จะไปให้ถึงตลาดที่ร่ำรวย

Credit : The Future Laboratory

Contemporary Art and Hotel Trade ศิลปะร่วมสมัยกับธุรกิจโรงแรม

ความหลงใหลในงานศิลปะจุดประกายให้โรงแรมเลือกนำเสนอการพักผ่อนท่ามกลางผลงานศิลปะและเหล่าศิลปิน ซึ่งนั่นก็ก่อให้เกิดเป็นประสบการณ์ที่ทำให้ตัวโรงแรมเองมีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร

ยังมีพื้นที่สำหรับจัดแสดงผลงานศิลปะของศูนย์ศิลปะอยู่ที่ชั้นใต้ดิน  คาริเน่ ทิสโซต์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์  2017 ที่ผ่านมา กลุ่มซาลอน ดู เดสซิน คอนเทมโพเรน (Salon du dessin contemporain) ซึ่งอยู่เบื้องหลังงานจัดแสดงศิลปะที่มีชื่อว่า ดรออิ้ง นาว  (Drawing Now) ได้เปิดตัวโรงแรมแห่งใหม่ซึ่งมีชื่อว่า ดรออิ้ง โฮเทล (Drawing Hotel) ณ อาคารเลขที่ 17 บนถนนริเชอลิเออ (rue de Richelieu ) ติดกับพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ แห่งกรุงปารีส โดยเบื้องหน้าของอาคารเป็นที่จัดแสดงผลงานศิลปะแบบจัดวางของสเตฟาเน่ แปร์รูด์ (Stefane Perraud) ส่วนบนชั้นที่สี่ของตัวอาคารก็มีการตกแต่งประดับประดาด้วยภาพวาดอันวิจิตรบรรจงซึ่งเป็นผลงานของฟรังซัวร์ เปโตรวิช (Francoise Petrovich) และผู้อำนวยการการจัดการแสดงงานศิลปะดรออิ้ง นาว ได้กล่าวว่า “นี่คือโรงแรมแห่งแรกของปารีสที่เป็นที่ตั้งของศูนย์จัดแสดงศิลปะร่วมสมัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมผลงานของศิลปินร่วมสมัย ในฐานะงานศิลปะที่มีความเป็นสากล”

 

 

 

 

แต่การผสมผสานระหว่างศิลปะและงานบริการต้อนรับนั้นนับว่าไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เห็นได้จากงานประติมากรรมที่ตั้งประดับอยู่ตามล็อบบี้และบริการให้คำแนะนำเกี่ยวการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์และห้องจัดแสดงศิลปะของโรงแรมต่าง ๆ เพียงแต่ว่ารูปแบบของการผสมผสานอย่างเช่นที่ ดรออิ้ง โฮเทลนี้นับว่าเป็นการก้าวขึ้นไปสู่อีกระดับหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ใช่แค่ที่กรุงปารีสเท่านั้น ที่มีโรงแรมรูปแบบนี้ ที่เกาะแซงต์ บาร์ธ ก็เป็นอีกที่หนึ่งในประเทศฝรั่งเศสที่มีโรงแรมซึ่งผสมผสานศิลปะเข้ากับการบริการต้อนรับ นั่นก็คือ เอเดน ร็อก (Eden Rock) ที่นี่ แขกผู้เข้าพักจะได้จิบค็อกเทลกับเหล่าศิลปินที่รังสรรค์ชิ้นงานโดยมีพลาสติกเป็นส่วนประกอบในขณะที่ลูก ๆ จะได้สนุกไปกับการเรียนศิลปะ  แคว้นทัสคานีของประเทศอิตาลี ก็มีโรงแรมชื่อว่า วิลล่า ลีนา (Villa Lena) ซึ่งตั้งอยู่ในย่านพักอาศัยของเหล่าศิลปินท่ามกลางบรรยากาศแบบโบฮีเมียนและทัศนียภาพอันงดงามของเมือง  ที่กรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาก็มี โรงแรมควิน (Quin) ซึ่งแขกที่มาจะได้ชื่นชมผลงานภาพวาดแบบปูนเปียกของบรรดาศิลปินและยังสามารถซื้อชิ้นงานกลับบ้านได้อีกด้วย  นอกจากนั้นก็ยังมีโรงแรมเอซ (Ace) ที่นิวยอร์กเช่นกัน  โรงแรมคอรินเธีย พาเลซ โฮเทล (Corinthia Palace Hotel) ที่ประเทศมอลตา  และโรงแรมสวอช อาร์ต พีซ โฮเทล (Swatch Art Peace Hotel) ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน

 

Credit : Nelly Rodi

ท่ามกลางการแข็งขันทางธุรกิจที่เพิ่มมากขึ้น อานิสงค์จากความสำเร็จของเว็บไซต์แอร์ บีเอ็นบี (Aribnb) ทำให้โรงแรมที่มีลักษณะของการผสมผสานระหว่างงานศิลปะและการบริการต้อนรับแบบนี้  สามารถสร้างความโดดเด่นให้กับตัวเองและรอดพ้นจากอิทธิพลของเครือข่ายโรงแรมรายยักษ์ที่ค่อนข้างจะไร้การพัฒนาและหยุดอยู่กับที่ได้  การได้สนุกสนานไปกับประสบการณ์และการหล่อเลี้ยงความผูกพันทางสังคม คือ สูตรที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับการดึงดูดคนเจนเนเรชั่นวาย เพราะผู้บริโภคเหล่านี้ยินดีที่จะทุ่มเงินมหาศาลให้กับการพักผ่อนหย่อนใจ ตั้งแต่ด้วยศิลปะแห่งอาหารไปจนถึงการท่องเที่ยว  พวกเขายอมสละสมบัติที่จับต้องได้ เพื่อแลกกับประสบการณ์ที่ดี  และนี่ก็คือกลยุทธ์ทางการตลาดซึ่ง ผู้บริหารโรงแรมซาวอย (Savoy Hotel) แห่งมหานครลอนดอนได้มองข้ามไปเมื่อตอนปี 1901 ที่โคล้ด โมเนต์ (Claude Monet) ได้เข้าพักและสร้างสรรค์ภาพทิวทัศน์ของแม่น้ำเทมส์ที่สวยงามตรึงตราจนยากจะลืมเลือนจากห้องพักของเขาที่ชั้นบนสุดของโรงแรม

ตั้งค่าใหม่สำหรับ Fast Fashion

ในขณะที่มีการถกเถียงเรื่องความยั่งยืนกับสินค้าแฟชั่นที่มาไวไปไว (Fast Fashion) ประเด็นส่วนใหญ่มักจะมุ่งไปที่เรื่องของขั้นตอนการผลิตและความไม่แน่นอนของการบริโภค แล้วสิ่งไหนคือปัญหาที่แท้จริง

อุตสาหกรรมเสื้อผ้าได้ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก ถ้าอัตราการเติบโตของตลาดเสื้อผ้าในประเทศเศรษฐกิจใหม่ยังคงอยู่ที่ 80% ในอัตราเดียวกันกับโลกตะวันตก ภายในปี ค.ศ.2025 จะเกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เพิ่มขึ้นถึง 77% และปริมาณน้ำจืด 20% ของโลกจะถูกนำมาใช้ในกระบวนการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป ข้อมูลอ้างอิงจาก McKinsey

ผู้ค้าปลีกสินค้าแฟชั่นไม่รีรอให้เกิดการต่อต้านจากผู้บริโภค ในเรื่องการทำลายสิ่งแวดล้อมจากการผลิตสินค้าของพวกเอง ไม่ว่าจะเป็นการใช้น้ำ มลพิษจากสารเคมี และการเกิดก๊าซเรือนกระจก พวกเขาได้เริ่มแก้ไขปัญหา ตั้งแต่หาวิธีการผลิตที่สะอาดมากขึ้น ใช้ทรัพยากรให้น้อยลง เพื่อแสดงรับผิดชอบต่อสภาพแวดล้อมและผู้บริโภค

เพื่อส่งเสริมแนวความคิดข้างต้น ผู้ค้าปลีกสินค้าแฟชั่นได้พยายามหาแนวทางที่จะโน้มน้าวให้ผู้บริโภคเข้าใจแนวความคิดแบบยั่งยืน (Sustainability) ด้วยการสร้างค่านิยมและสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับกลุ่มวัยรุ่น อย่างแบรนด์ H&M ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ในกลุ่มสินค้า Fast Fashion ได้จับมือกันกับนักร้อง MIA เพื่อแต่งเพลงเกี่ยวกับการรณรงค์การรีไซเคิล จัดทำเป็นวิดีโอแคมเปญที่ชื่อว่า Rewear It ซึ่งเผยแพร่ในงาน World Recycle Week 2016 ที่ผ่านมา

ในวงการอุตสาหกรรมได้ร่วมมือกันเพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยการลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง และหาข้อตกลงร่วมกันเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ในกลุ่มอุตสาหกรรมให้ได้ โดยมีบริษัท Kering ในกลุ่มแฟชั่นหรูได้จับมือกับ  Parsons School of Design เปิดตัวแอปพลิเคชั่นใหม่ที่ชื่อว่า My EP & L เพื่อส่งเสริมการรับรู้ให้บรรดานักออกแบบแฟชั่นรายใหม่ได้ตระหนักถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยแอปพลิเคชั่น My EP & L จะทำการประเมินจากกระบวนการผลิตทั้งระบบ โดยนำข้อดีข้อเสียที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมมาคำนวณแล้วผันแปรผลลัพธ์มาเป็นค่าเงินที่ต้องใช้ในการดูแลหรือคืนสภาพสิ่งแวดล้อมที่เสียไป อีกนัยยะหนึ่งที่ทาง Parsons กำลังนำเสนอว่าแอปพลิเคชั่นนี้คือเกณฑ์ในการวัดผลกระทบจากวงการแฟชั่นต่อสิ่งแวดล้อม

แบรนด์ Adidas เปิดร้านค้าใหม่ที่โดดเด่นใจกลางนิวยอร์ก เพื่อแสดงให้เห็นถึงความตระหนักในเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนในการออกแบบ โดยได้ร่วมโปรเจกต์พิเศษกับ Parley for the Oceans  องค์กรปกป้องท้องทะเลจากขยะพลาสติก โดยในร้านค้าจะใช้ไม้แขวนเสื้อและหุ่นที่ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล เสื้อและรองเท้าที่ทอขึ้นมาใหม่ด้วยวัสดุรีไซเคิลจากขยะพลาสติกในท้องทะเล ซึ่งรวบรวมมาได้จากบริเวณแนวชายฝั่งของมัลดีฟส์ เพื่อมุ่งหวั่งจะเป็นกองทุนในการรักษาความสะอาดชายหาดในมัลดีฟส์

ความรวดเร็วของกระแสโซเชียลมีเดียในปัจจุบัน ทำให้กลยุทธ์ของแบรนด์ที่ต้องการแสดงถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืนว่าไม่ควรจะนิยามหรือเฉพาะเจาะจงบนพื้นฐานของข้อมูลทางภูมิศาสตร์หรือข้อมูลจำนวนประชากรเท่านั้น สิ่งสำคัญคือต้องหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะเป็นผลกระทบที่จะทำให้เกิดปัญหากับสิ่งแวดล้อมได้ โดยถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดสิ่งหนึ่ง ตามที่ Mintel ให้ข้อมูลว่า 94% ของจำนวนผู้บริโภคในบราซิลเชื่อว่าแบรนด์ต่างๆ นั้นควรแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวมเป็นหลัก  และ 75% ของจำนวนผู้บริโภคชาวจีนกล่าวถึงแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมก็มีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกซื้อของพวกเขา และ 74% กลุ่ม Baby Boomers ของสหรัฐอเมริกาบอกว่า แบรนด์ที่มีความสำนึกและความรับผิดชอบส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของพวกเขาเอง

ในส่วนแบรนด์ขนาดเล็กๆ นั้น ไม่ได้มีผลกระทบที่เป็นอุปสรรคต่อการนำไปสู่แนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงร้านค้าออนไลน์ก็เช่นกัน อย่างเช่นแฟชั่นบูติกแบบ Per / Se ที่มีแค่รายการข้อมูลรับรองอย่างชัดเจนของแต่ละแบรนด์ถึงสินค้าที่จำหน่ายไปแล้วพร้อมกับแบบแผนที่มีมาตรฐานเกี่ยวกับเสื้อผ้าทั้งหมด

Credit : Resetting Fast Fashion (page 25)