asd
arrow bg
asd

Instagram Business

ธุรกิจบนอินสตาแกรม

ธุรกิจบนอินสตาแกรม

 

หมดยุคแล้วที่อินสตาแกรมจะเป็นเพียงแอพสำหรับการแบ่งปันรูปถ่ายระหว่างกลุ่มเพื่อนที่มีเพียงฟิลเตอร์ช่วยสร้างความแตกต่างจากแอพอื่นๆ

หลังจากอินสตาแกรมกำเนิดได้ 7 ปี  เฟซบุคก็ได้เข้ามาซื้อกิจการและเกิดการปฏิวัติมากมาย โดยในช่วงแรกนั้นมีผู้ใช้เป็นผู้คุมเกมส์

ในปัจจุบันอินสตาแกรมเป็นแพลตฟอร์มที่ใครๆก็สามารถทำธุรกิจได้ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลนิรนาม เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ทั้งหลาย หรือแบรนด์ต่างๆ อินสตาแกรมล้วนมีพื้นที่ให้กับทุกคน

 

แบรนด์บนอินสตาแกรม

กว่า 800 ล้านผู้ใช้บริการจากทั่วโลก หลายๆคนได้ใช้อินสตาแกรมเป็นใบเบิกทางในการทำให้ตัวเองเป็นที่รู้จักและเป็นช่องทางในการจำหน่ายสินค้าทั้งด้านแฟชั่น ความงามและไลฟ์สไตล์ และเทรนด์นี้ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ใช้ที่อยู่ในวัยกำลังจับจ่ายใช้สอย (กว่า 90% ของผู้ใช้อินสตาแกรมอยู่ในช่วงอายุต่ำกว่า 35 ปี)  ซึ่งบุคคลเหล่านี้ใช้เวลาในโลกออนไลน์เฉลี่ยแล้ว 7.5 ชั่วโมงต่อวันและเป็นผู้ที่รู้สึกว่าการซื้อสินค้าผ่านโทรศัพท์มือถือนั้นเป็นเรื่องธรรมดา

ดังนั้น เราจึงได้เห็นการพัฒนาของแบรนด์ต่างๆเพื่อตอบสนองผู้บริโภคโดยตรง เพื่อให้ดึงดูดสายตาและเป็นที่รู้จักในหมู่ผู้ใช้อินสตาแกรมและผู้เชี่ยวชาญ (professional)  ในสาขาต่างๆ

เอมิลี่ ไวส์ หนึ่งในผู้นำเทรนด์นี้  เธอเริ่มต้นด้วยการทำบล็อก Into The Gloss และต่อมาได้สร้างแบรนด์เครื่องสำอางของตัวเองขึ้นภายใต้ชื่อ Glossier ในปี 2014  โดยอาศัยความแข็งแกร่งของคอมมิวนิตี้ที่เธอได้สั่งสมมา และใช้โซเชียลเนทเวิร์คเป็นช่องทางหลักในการสื่อสาร

กลยุทธ์การเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง (direct-to-consumer) ได้รับความสำเร็จเป็นอย่างมาก ปัจจุบันไวส์มีพนักงานกว่า 300 คน พร้อมด้วยยอดขายที่เติบโตกว่า 600% ในปี 2017 และไวส์ยังเป็นไอคอนของเหล่าคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชมในนักธุรกิจหญิงแบบเธอ

ปรากฎการณ์ของ Glossier ได้ช่วยกรุยทางให้แบรนด์ใหม่ๆที่เติบโตขึ้นบนแพลตฟอร์มนี้

เราสมารถพบเห็นการดังเป็นพลุแตก (ดังข้ามคืน) (explosion) ได้จากแพลตฟอร์มที่ประกอบไปด้วยผู้ใช้บริการกว่า 143 ล้านบนคอมมิวนิตี้แฟชั่นแห่งนี้

ยกตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายๆ เช่น  กระเป๋าไม้ไผ่รุ่น “อาร์ค” ของ Kult Gaia ที่ยึดพื้นที่ไทม์ไลน์กว่า 12,000 โพสท์ เมื่อช่วงฤดูร้อนปี 2017 ที่ผ่านมาด้วยยอดขายที่เติบโตถึง 850% ในปี 2017 โดยผู้ก่อตั้งแบรนด์คาดว่ากระแสบนอินสตาแกรมนั้นช่วยสร้างยอดขายให้กับร้านออนไลน์ของเธอได้กว่า 70%

อีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าประทับใจคือแบรนด์ ready-to-wear  เชื้อสายเดนิช อย่าง Ganni

ด้วยการเปิดตัวในคอมมิวนิตี้ของอินฟลูเอนเซอร์ชาวแสกนดิเนเวียนนั้นเป็นบทเริ่มต้นของเรื่องเล่าแห่งความสำเร็จนี้

แบรนด์อินดี้เล็กๆ ที่สั่งสมชื่อเสียงบนอินสตาแกรมด้วยแฮชแท็ก #GanniGirls กำลังจะได้บริษัทลงทุน L Catterton ซึ่งถือหุ้นใหญ่โดย LVMH มาเป็นพาร์ทเนอร์หลักในด้านกลยุทธิ์เพื่อเผยแพร่กิจกรรมต่างๆของแบรนด์ไปทั่วโลก

สินค้าหายากและความคล้ายคลึง

Saks Pott, Maison Cleo, Ciao Lucia…. รายชื่อแบรนด์ต่างๆที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงสถานะเดิมของอินสตาแกรมนั้นมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในแต่ละสัปดาห์และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลย

ในความเป็นจริง การชอปปิ้งรูปแบบใหม่นี้ดำเนินไปได้ด้วยคนยุค Gen Z ที่เชื่อว่าความเป็นเอกลักษณ์ (uniqueness) นั้นคือเรื่องสำคัญ และอินสตาแกรมก็เป็นเครื่องมือที่ดีในการค้นพบแบรนด์เล็กๆที่ยังไม่มีคนรู้จักมากนัก

โอลิเวีย คิม Olivia Kim รองประธานครีเอทีฟโปรเจคท์ของ Nordstrom ได้ยืนยันว่า “ทุกวันนี้ผู้คนเปิดรับสิ่งต่างๆบนโลกดิจิตัลได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นการค้นพบแบรนด์อินดี้เล็กๆเหมือนเดินหลงเข้าไปในโพรงกระต่ายนั้นย่อมไม่ต่างกับการเจอขุมทรัพย์ ความรู้สึกของการค้นพบสิ่งที่คนอื่นไม่รู้นั้นมันสุดยอดไปเลย”

นอกจากกลยุทธิ์การเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงบนอินสตาแกรมแล้ว หลายๆแบรนด์ได้สร้างรูปแบบใหม่ของการสื่อสาร ที่ Pandora Skyes เองก็เพิ่งกล่าวถึงในคอลัมน์ธุรกิจแฟชั่น โดยเรียกวิธีนี้ว่า “BFF Marketing” ซึ่งเป็นวิธีการเข้าถึงผู้บริโภคแบบเป็นกันเองด้วยการสร้างความประทับใจและให้ความรู้สึกคล้ายเพื่อนสนิท วิธีนี้จะช่วยให้แบรนด์สามารถให้บริการที่เหมาะสมกับลูกค้าคนนั้นโดยเฉพาะ และช่วยให้ลูกค้ารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของคอมมิวนิตี้

จากโซเชียลมีเดียสู่อีคอมเมิร์ซ

แบรนด์เหล่านี้มีส่วนช่วยในการพัฒนาแพลตฟอร์ม และอินสตาแกรมก็รวบรวมข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ในการพัฒนาในด้านของการทำธุรกรรมเพื่อสนับสนุนการเติบโตของตลาด m-commerce (ยอดขายออนไลน์ 28%  ในฝรั่งเศสในปี 2016, ข้อมูลจาก Kantar Worldpanel – LSA)

ตั้งแต่ปี 2016 ได้มีการพัฒนามากมายที่ช่วยให้ผู้ใช้ได้ชอปปิ้งบนแพลตฟอร์มได้โดยตรง จากการศึกษาพบว่ากว่า 80% ของผู้ใช้ทั้งหมดจะต้องติดตามแบรนด์ใดสักแบรนด์หนึ่ง  อินสตาแกรมจึงเริ่มต้นด้วยการให้ผู้ใช้สามารถบันทึก (เซฟ) รูปภาพและจัดแบ่งตามธีมได้ในคอลเลคชั่นที่เป็นส่วนตัว (private collection) และในปี 2016 ก็ได้เพิ่มฟังก์ชั่น Tap to view เพื่อเพิ่มโอกาสในการช็อป และก็ได้ทำการพาร์ทเนอร์กับแบรนด์อเมริกันต่างๆกว่า 20 แบรนด์ในการปล่อยแคมเปญชอปปิ้งบนอินสตาแกรม

อย่างไรก็ดี ฟังก์ชั่น Swipe Up  คือฟังก์ชั่นที่นำไปสู่การชอปปิ้งแบบ m-commerce ที่แท้จริง โดยฟังก์ชั่นนี้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ทันทีและไร้รอยต่อ เพียงกดลิงค์ที่จะนำไปสู่สินค้าที่แสดงอยู่ใน story และทำการสั่งซื้อได้เลยโดยไม่ต้องออกจากแอพอินสตาแกรม

อนาคตของการค้าปลีก

อินสตาแกรมกำลังหาโซลูชั่นใหม่ๆ เพื่อมาช่วยในขั้นตอนนี้ โดยเรียนรู้จากการดังเป็นพลุแตกของแบรนด์สตาร์ตอัพต่างๆ  ในการคัดเลือกสินค้าขึ้นบนโพสต์และวางขาย เช่นตัวอย่างจากแบรนด์ LiketoKnowit ที่เป็นตัวอย่างที่สำคัญของปรากฎการณ์นี้ด้วยยอดผู้ติด

ตามกว่า 2.7 ล้านคนที่สร้างยอดขายได้กว่า 100 ล้านดอลลาร์ในปี 2016

Leandra Medine ผู้ก่อตั้งบล็อก ManRepeller นำหน้าไปอีกขั้นด้วยการสร้างแอคเคานท์อินสตาแกรม MRinmycart ให้เป็นแอคเคานท์สำหรับการชอปปิ้งแบบ 100% โดยผู้ติดตามสามารถซื้อสินค้าที่โชว์ไว้ในแอคเคาน์ได้โดยตรง

ในฝรั่งเศส ก็มีแนวคิดของ Headoo ที่มีความเข้าใจว่า ผู้ใช้อินสตาแกรมก็คือนักช็อป (อินสตาแกรมเมอร์ก็คือชอปเปอร์) และได้เพิ่มโซลูชั่นง่ายๆเพื่อให้สามารถชอปปิ้งได้โดยสะดวกและเปลี่ยนหน้าแอคเคานท์อินสตาแกรมให้กลายเป็นหน้าร้านสำหรับแสดงสินค้าของพวกเขา

 

ในฐานะที่เป็นโซเชียลเนตเวิร์คแรกสำหรับแรงบันดาลใจและการค้นพบ (inspiration and discovery) อินสตาแกรมอยู่ในระหว่างการคิดค้นสิ่งใหม่ๆเพื่อที่จะสามารถควบคุมเส้นทางการซื้อขายของผู้ใช้ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการพบสินค้าไปจนถึงขั้นตอนสุดท้ายของการซื้อ และแพลตฟอร์มนี้ยังคงดำเนินต่อไปตามเป้าหมายที่จะดึงดูดให้แบรนด์ต่างๆเชื่อว่าอินสตาแกรมคืออนาคตแห่งการซื้อขาย โดยการให้สิทธิในการเข้าดูรายละเอียดข้อมูลที่สามารถวัดความสำเร็จของแคมเปญ  ทราฟฟิค หรือแม้กระทั่งจำนวนการกดลิงค์เข้าชมสินค้าบนแพลตฟอร์มได้

Credit:NellyRodi